Extraholidays.net

The Professional Travel Agency

ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์

• การเมืองการปกครอง
1. การเมืองของเวียดนามมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นองค์กรที่มีอำนาจ สูงสุดผูดขาดการชี้นำภายใต้ระบบผู้นำร่วม (collective leadership) ที่คานอำนาจระหว่างกลุ่มผู้นำ ได้แก่
(ก) กลุ่มปฏิรูป ที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ นำโดยนายกรัฐมนตรี ฟาน วัน ขาย
(ข) กลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่อต้านหรือชะลอการเปิดประเทศ เพราะเกรงภัยของ “วิวัฒนาการที่สันติ” (peaceful evolution) อันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ และ
(ค) กลุ่มที่เป็นกลาง ประนีประนอมระหว่างสองกลุ่มแรก นำโดยประธานาธิบดี เจิ่น ดึ๊ก เลือง ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องปรับแนวทางการบริหารประเทศให้ยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ในย่างก้าวที่รวดเร็วนัก

2. เวียดนามได้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ สมัยที่ 11 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2545 มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 498 คน เป็นผู้สมัครอิสระเพียง 2 คน ที่เหลือเป็นผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจากพรรคคอมมิวนิสต์ สภาแห่งชาติมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีหน้าที่ตรากฎหมาย แต่งตั้งหรือถอดถอนประธานาธิบดี ประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี

3. สภาแห่งชาติชุดใหม่ได้เปิดประชุมเมื่อ 19 กรกฎาคม 2545 โดยสภาได้มีมติสำคัญๆ คือ 1) รับรองผลการเลือกตั้งเมื่อ 19 พฤษภาคม 2) เลือกตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ประจำสภา 3) การเลือกตั้งให้นายเหวียน วัน อาน ดำรงตำแหน่งประธานสภาต่อไป (เมื่อ 23 กรกฎาคม ) 4) การเลือกตั้งให้นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป (เมื่อ 24 กรกฎาคม ) และ 5) เลือกตั้งให้นายฟาน วัน ขาย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป (เมื่อ 25 กรกฎาคม) และได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 สิงหาคม 2545 โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 26 คน มีรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั่งใหม่ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ หลายคนเคยดำรงรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงนั้น ๆ มาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกระทรวงใหม่ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม และกระทรวงภายใน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการบริหารประเทศมากขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ดำเนินไปด้วยดีในปัจจุบัน

4. แผนงานการปฏิรูประบบราชการสำหรับปี ค.ศ. 2001-2010 เน้น 4 ประเด็น ได้แก่ การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร การยกระดับความสามารถของข้าราชการ และการปฏิรูปด้านการคลัง

 
เศรษฐกิจการค้า

• เศรษฐกิจการค้า
1. เวียดนามได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายใต้นโยบายโด๋ เหม่ย (Doi Moi) ที่เริ่มใช้เมื่อธันวาคม 2529 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักที่จะพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมภายในปี 2563

2. เศรษฐกิจของเวียดนามโดยรวมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ในปี 2545 ร้อยละ 7 มีมูลค่า 35.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคอุตสาหกรรมเติบโตร้อยละ 14.5 ภาคการเกษตรเติบโตร้อยละ 5.6 มีมูลค่าการส่งออก 16.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 19.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ทำรายได้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ น้ำมันดิบ มูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เสื้อผ้าและสิ่งทอ มูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาหารทะเล มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

3. ในปี 2545 รัฐบาลได้ออกใบอนุญาตลงทุนให้บริษัทต่างชาติ จำนวน 700 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มทุนแก่โครงการลงทุนมูลค่า 918 ล้านดอลลาร์สูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นผลจากการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการและมาตรการผ่อนปรนด้านการเงินแก่บริษัทต่างชาติ ทำให้เวียดนามมีโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสิ้น 3,815 โครงการ มูลค่า 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี การลงทุนส่วนใหญ่ในปี 2545 เป็นโครงการลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
1. ทั่วไป

สถาปนาความสัมพันธ์ 6 สิงหาคม 2519 (ค.ศ. 1976)

 
กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคี

• กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคี

(1) คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission-JC) จัดตั้งเมื่อ 18 สิงหาคม 1991 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการลงทุนเวียดนามเป็นประธานร่วม การประชุมครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 7 เมื่อ 13-14 มีนาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ

(2) คณะอนุกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Commission) ตั้งเมื่อปี 2538 มีอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์และอธิบดี กรมเอเชียและแปซิฟิค กระทรวงการค้าเวียดนามเป็นประธานร่วม การประชุม JTC ครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ 3 เมื่อ 21 ธันวาคม 2542 ที่ กรุงฮานอย

เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย นายกฤต ไกรจิตติ

กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ นายสมปอง สงวนบรรพ์

เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย นายเหวียน กว๊อก แข็ง (Nguyen Quoc Khanh)

กงสุลใหญ่เวียดนามประจำขอนแก่น อยู่ระหว่างการแต่งตั้ง

2. การเมือง

ปี 2544 เป็นปีครบรอบ 25 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เวียดนาม ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสดังกล่าว ที่สำคัญได้แก่ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างไทย-เวียดนาม ในรอบ 10 ปีข้างหน้า การจัดทำความตกลงความร่วมมือระหว่างจังหวัดของทั้งสองประเทศ การแลกเปลี่ยนคณะนาฏศิลป์ เป็นต้นการแลกเปลี่ยนการเยือนสำคัญ ๆ ในปี 2544 ได้แก่ การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 25-26 เมษายน 2544 การเยือนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 และการเยือนของรองรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2544 นอกจากนี้ บุคคลสำคัญระดับสูงของไทยที่เดินทางเยือนเวียดนาม ในโอกาสการครบรอบ 25 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ได้แก่ การเยือนของพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 การเยือนของนายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อสิงหาคม 2544 และการเยือนของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อ 8-11 เมษายน 2545

3. เศรษฐกิจ

3.1 การค้าระหว่างไทย-เวียดนามในปี 2545 มีมูลค่า 1,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลัก ที่ไทยส่งไปยังเวียดนามยังคงเป็น เม็ดพลาสติก เหล็ก เคมีภัณฑ์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล ขณะที่ไทยนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้า น้ำมันดิบ ถ่านหิน เมล็ดพืชน้ำมัน ผลิตภัณฑ์สัตว์ทะเลจากเวียดนาม

3.2 การลงทุนของไทยในเวียดนามจนถึงปี 2545 รวมทั้งสิ้น 110 โครงการ มูลค่า 1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 9 จาก 56 ประเทศ และเป็นที่สองในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนรถยนต์และจักรยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค การลงทุนของไทยส่วนใหญ่อยู่ที่นครโฮจิมินห์และจังหวัดใกล้เคียง นักธุรกิจไทยยังสนใจที่จะเข้ามาลงทุนและขยายความร่วมมือกับเวียดนาม เพราะเวียดนามมีปัจจัยการผลิตอันเป็นที่ต้องการของฝ่ายไทย รวมทั้งโอกาสของการส่งออกไปยังตลาดในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐฯ

3.3 ความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก เพราะทั้งสองประเทศมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือในลักษณะนี้คือ ความร่วมมือในการส่งออกข้าว ซึ่งสามารถขยายไปยังสินค้าอื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ยางพารา ผลไม้ อาหารทะเล เป็นต้น

4. ความร่วมมือ

4.1 ไทยเริ่มให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการแก่เวียดนามตั้งแต่ปี 2535 ในสาขา สำคัญ ๆ คือ การเกษตร การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ ในปี 2544 ไทยให้ความร่วมมือแก่เวียดนามทั้งในกรอบความร่วมมือปกติ และในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตรวมเป็นเงิน 17.7 ล้านบาท และมีแผนงานที่จะให้ความช่วยเหลือเวียดนาม ในวงเงินประมาณ 17 ล้านบาทในปี 2545

4.2 ความร่วมมือด้านการสอนภาษาไทยในเวียดนามประสบความสำเร็จด้วยดี ปัจจุบันไทยมีความร่วมมือด้านการสอนภาษาไทยกับมหาวิทยาลัย ๕ แห่งในเวียดนาม ได้แก่ มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศกรุงฮานอย มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมานุษยศาสตร์กรุงฮานอย มหาวิทยาลัยภาษาและสารสนเทศศาสตร์นครโฮจิมินห์ มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมานุษยศาสตร์นครโฮจิมินห์ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติดานัง

5. สังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน และประชาชนดำเนินไปด้วยดี มีการเดินทางไปมาหาสู่กันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดาระหว่างกันเมื่อปี 2543 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้จัดตั้งองค์กร/สมาคม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ อาทิ สมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนามด้วย

11 กันยายน 2546

เรียบเรียงโดย เรียบเรียงโดย กองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก โทร. 02-643-5200-1
E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท
สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ
 
เศรษฐกิจการค้า

• เศรษฐกิจการค้า
1. ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วไป

ระบบเศรษฐกิจ - เสรี

เงินตรา - ดอลลาร์สิงคโปร์

อัตราแลกเปลี่ยน
- 23.17 บาท/1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2546)
- 1 ดอลลาร์สหรัฐ/1.70 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2546)

GDP
- 90.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545)
- 24.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2546)

GDP Growth
- ร้อยละ 2.2 ( 2545)
- ร้อยละ 1.8 (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2546)
- ร้อยละ 3.7 (ประมาณการไตรมาสที่ 4 ของปี 2546)

อัตราเงินเฟ้อ - ร้อยละ -0.4 (2545)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว - 20,849 ดอลลาร์สหรัฐ (2545)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ - 96,324 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ธันวาคม 2546)


2. ข้อมูลการค้า
การค้าระหว่างประเทศ - มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 277,138.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2546)

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ - มาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

ความตกลงการค้าเสรี - สิงคโปร์ได้หาทางขยายขอบเขตด้านเศรษฐกิจการค้าให้ครอบคลุมไปยังภูมิภาคอื่นที่มีศักยภาพ โดยได้เจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement) กับประเทศต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากนิวซีแลนด์ในปี 2543 แล้ว สิงคโปร์ได้ลงนามความตกลงกับญี่ปุ่น กลุ่มเขตการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association: EFTA ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิคเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์) ในปี 2545 และในปี 2546 ได้ลงนามความตกลงไปแล้วกับออสเตรเลีย และสหรัฐฯ นอกจากนั้น สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงกับเม็กซิโก แคนาดา เกาหลีใต้ อินเดีย ศรีลังกา จอร์แดน และอาเซียน-จีน และแบบไตรภาคีกับนิวซีแลนด์และชิลีด้วย


3. ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์
ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2546
- ในช่วงครึ่งแรกของปี 2546 สภาวะการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามอิรักและการแพร่ระบาดของโรคหวัด SARS อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2546 ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 9.6 ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะสามารถขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8-10 และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 3-5
- นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังคงเปราะบางและจำเป็นจะต้องมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2547 เพื่อให้สิงคโปร์สามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง และโดยที่สถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน รวมทั้งสิงคโปร์ประสบกับปัญหาในการแข่งขันกับจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ไทยและมาเลเซีย สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสร้างสาขา การส่งออกใหม่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของตน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะได้รับประโยชน์จากการ ขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีจีนและอินเดียเป็นตลาดนำเข้าสำคัญ
- ในโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ National Day Rally เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ประกาศนโยบายการปรับลดอัตราการหักเงินสะสมใน Central Provident Fund (CPF) เพื่อเป็นการลดภาระด้านการเงินของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนเพื่อเพิ่มอัตราจ้างงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์


4. สังคม
- เน้นการสร้างความสมานฉันท์ทางสังคม เนื่องจากสิงคโปร์มีลักษณะเป็นพหุสังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์
สถาปนาความสัมพันธ์ - 20 กันยายน 2508

เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ - นายฐากูร พานิช (Mr. Thakur Panich) (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม 2546) สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำไทย - นายชัน เฮง เวง (Mr. Chen Heng Wing) (เข้ารับหน้าที่เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2545) สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย

 
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์

• สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์
- ไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเมื่อ 20 กันยายน 2508 ความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่นบนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาตลอด 39 ปี และได้พัฒนาไปเป็นลักษณะ “หุ้นส่วน” ที่พร้อมจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากไทยและสิงคโปร์มีจุดแข็งและมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมาก และมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้านอุตสาหกรรม ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย ซึ่งได้มีการนำจุดแข็งที่ทั้งสองฝ่ายมีมาใช้ร่วมกันจนนำ ไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน


1. กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคี
โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (Thailand-Singapore Civil Service Exchange Programme – CSEP)
- ตั้งเมื่อปี 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยและ สิงคโปร์มีโอกาสพบปะอย่างใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ดีต่อไป มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เป็นประธานร่วม ในปัจจุบันการประชุมดังกล่าวได้ส่งผลให้ความร่วมมือต่าง ๆ อยู่ภายใต้กลไกที่เป็นระบบ มีลักษณะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเป็น “หุ้นส่วน” กันมากขึ้น โดยสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม CSEP ครั้งที่ 5 ระหว่าง 27-28 พฤศจิกายน 2545 และไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ครั้งที่ 6 เมื่อ 17-18 พฤศจิกายน 2546

Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER)
- นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2545 เพื่อเป็นกลไกหลักในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจทวิภาคี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นหัวหน้าหน่วยประสานงานฝ่ายไทย โดยหัวหน้าหน่วยประสานงานฝ่ายสิงคโปร์คือ พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 2 ในปี 2547


2. ความสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ
2.1 การเมืองและความมั่นคง
ภาพรวม
- สิงคโปร์และไทยมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ผู้นำของไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และมีวิสัยทัศน์ที่คล้ายคลึงกัน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการเยือนกันในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
- กองทัพไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีต่อกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เพื่อให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาค โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารร่วมระหว่างกองทัพไทย-สิงคโปร์ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้บังคับบัญชา ระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกองทัพเรือไทย-สิงคโปร์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการฝึกและการซ้อมรบร่วมกัน โดยไทยอนุญาตให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ในการฝึกและมีการ ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารร่วมกัน อาทิ การฝึกร่วมผสม (Cobra Gold)

การแลกเปลี่ยนการเยือน
- ไทยและสิงคโปร์มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่อง การเยือนของฝ่ายไทยในช่วงตั้งแต่ปี 2539 ที่สำคัญ ได้แก่ การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (2-4 กรกฎาคม 2542) การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (12-17 เมษายน 2543 และ 22-25 มิถุนายน 2543) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีกำหนดจะเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 12-14 พฤษภาคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปอาชา) ระหว่าง 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2539 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ระหว่าง 20-21 มีนาคม 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ระหว่าง 17-18 ตุลาคม 2542 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ระหว่าง 20-23 สิงหาคม 2544 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายประจวบ ไชยสาส์น) ระหว่าง 4-5 กุมภาพันธ์ 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เพื่อพบหารือกับนายลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์ (2-3 สิงหาคม 2545) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เยือนสิงคโปร์เพื่อเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 5 (27-28 พฤศจิกายน 2545) เมื่อ 12 สิงหาคม 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เดินทางไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยการจัดทำ Roadmap ไปสู่ประชาธิปไตยในพม่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เยือนสิงคโปร์เพื่อร่วมประชุม STEER ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนสิงคโปร์เพื่อหารือกับนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2) และร่วมพิธีเปิดสำนักงานเลขาธิการเอเปค (5-7 กันยายน 2546)

- การเยือนที่สำคัญของฝ่ายสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2544 ได้แก่ การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 4 (15-16 พฤศจิกายน 2544) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ (18-20 กุมภาพันธ์ 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรียุติธรรมอาเซียน (17-18 มิถุนายน 2545) และเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (18-19 มิถุนายน 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของพลจัตวา จอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมงาน ASEAN Trade Fair และเข้าเยี่ยมคารวะนายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการประชุม STEER (13-15 ตุลาคม 2545) การเยือนของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อร่วม Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดภูเก็ต (10-12 มกราคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนและผู้นำอาเซียน-จีนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (29 เมษายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (21-22 มิถุนายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11 (20-21 ตุลาคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 6 (17-18 พฤศจิกายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลของนาย ลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโส ในโอกาสกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thammasart Business School International Forum 2003 ระหว่าง 14 – 17 ธันวาคม 2546 การเยือนอย่างเป็นทางการของ ผช.ศ. โฮ เป็ง คี รัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโส ดูแลด้านมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 4 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ + 3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ระหว่าง 7-10 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโทนี่ ตัน เคง ยัม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประสานงานประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านความมั่นคงและกลาโหมสิงคโปร์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ระหว่าง 12-16 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย ลี ย็อค ซวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศคนที่ 2 เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forum on International Support for National Reconciliation in Myanmar เมื่อ 15 ธันวาคม 2546 นายแพทย์ วิเวียน บารากริชนัน รัฐมนตรีแห่งรัฐ ดูแลด้านการพัฒนาแห่งชาติ เยือนไทยอย่างเป็นการเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ปีก เมื่อ 28 มกราคม 2547 และนายเอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ (State Visit) ระหว่าง 17-21 มกราคม 2548

- การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของไทยและสิงคโปร์ เพื่อร่วม Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 และ 2 ได้แก่
1) Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ซึ่ง นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ ซึ่งประกอบด้วย นายเอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม นายเยียว เชียว ตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางเยือนไทย ระหว่าง 10-12 มกราคม 2546 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วม Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีการหารือในทั้งประเด็นทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และนับเป็นมิติใหม่ของการหารือ ที่ผู้นำประเทศทั้งสองร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจและเป็นข้อกังวลร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนกันอย่างแท้จริง
2) Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 เมื่อ 5-7 กันยายน 2546 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วม Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดต่อเนื่องกับ Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ในการเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้เป็นประธานในการเปิดสำนักเลขาธิการ เอเปคอย่างเป็นทางการร่วมกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ด้วย


2.2 ด้านการค้า การลงทุน และการเงิน
การค้า
- ในปี 2546 ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 9,088.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกของไทยไปสิงคโปร์มีมูลค่า 5,853.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าของไทยจากสิงคโปร์มีมูลค่า 3,234.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสิงคโปร์ 2,618.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ในปี 2546 ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 8 ของสิงคโปร์ (รองจากมาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และไต้หวัน) และสิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป)

สินค้านำเข้าจากไทย - เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, น้ำมันสำเร็จรูป, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน, มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอต, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สินค้าส่งออกมาไทย - เคมีภัณฑ์, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, น้ำมันสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, และกระดาษ กระดาษแข็ง และผลิตภัณฑ์

ด้านการลงทุน - ในปี 2546 สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 6 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ มอริเชียส และไต้หวัน) การลงทุนสุทธิคิดเป็นมูลค่า 290.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

• สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
ตัว MERLION สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์
ตัวสิงโตทะเล หรือที่รู้จักในชื่อของ Merlion นี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศสิงคโปร์เลยทีเดียว โดยล่าสุดจากผลสำรวจ ของคณะกรรมการท่องเที่ยวของประเทศสิงคโปร์ ได้สำรวจออกมาพบว่า มีนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคน ที่เดินทางเข้ามาในประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้ามาชมชมรูปปั้นดังกล่าว โดยรูปปั้นมีลักษณะหัวเป็นสิงโต แต่ตัวเป็นปลา มีความสูงประมาณ 8.6 เมตร น้ำหนัก 70 ตัน ทำมาจากซีเมนต์ สร้างขึ้นโดย นาย Lim Nang Seng ช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงในประเทศสิงคโปร์ เดิมทีเดียว รูปปั้นดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ ในสวนสาธารณะ Merlion บริเวณสะพาน Esplanade แต่ในเดือนเมษายน - กันยายน ปี 2002 นี้ ตัว Merlion นี้ จะถูกย้ายไปยังฝั่งตรงข้ามแทน
เกาะเซ็นโตซ่า
ในบรรดาเกาะที่รายล้อมอยู่ใกล้ๆ กับประเทศสิงคโปร์ เกาะเซ็นโตซ่าถือได้ว่าเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันเกาะแห่งนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ ที่ใครต่อใครต้องแวะไปเมื่อไปเยือนสิงคโปร์ การเดินทางไปยังเกาะแห่งนี้สะดวกสบายมาก โดยคุณสามารถเดินทางไปได้ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก แต่วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การโดยสารเคเบิ้ล คาร์ (Cable Car) ที่ตั้งอยู่บริเวณ Mount Faber บนเกาะแห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายหลายแห่ง แต่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ก็คือบริเวณ Asian Village ซึ่งภายในหมู่บ้าน เอเชียน แห่งนี้ จะประกอบด้วยหมู่บ้าน 3 แบบ ตั้งห่างจากกันอยู่บริเวณชายหาด โดยมีรูปแบบด้านสถาปัตยกรรมที่มาจากแหล่งต่างๆ ในแถบเอเชีย คุณสามารถเลือกซื้อของฝาก จากประเทศต่างๆ ได้อย่างมากมาย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงข้างถนนอีกด้วย

คุณจะเพลิดเพลินไปพร้อมกับการเลือกรับประทานอาหารหลายเชื้อชาติ ทั้ง อาหารพื้นเมือง อาหารจีน และอาหารมาเลย์ นอกจากนี้ ยังมี โลกใต้น้ำ พิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ดีที่สุดของเอเชีย และเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ขณะที่พิพิธภัณฑ์อาณาจักรแมลง จะจัดแสดงแมลงต่างๆ มากมายหลายพันธุ์ ทั้งชนิดที่หายากและที่พบได้ทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์หินหายาก หรือ Rare Stone พิพิธภัณฑ์ Maritime ที่แสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของ ท่าเรือสิงคโปร์ พร้อมหุ่นจำลองรูปเรือใบและเรือกลไฟ เป็นต้น
กาะ Kusu เป็นทั้งสถานที่พักผ่อนและสถานที่เคารพสักการะ เกาะ Kusu นี้ได้รับสมญานามว่า เกาะเต่า นื่องจากมีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีเต่ายักษ์ได้กลาย ร่างเป็นเกาะเพื่อช่วยเหลือชาวเรือจีน และมาเลย์สองคน ให้รอดชีวิตจากเรือที่อับปางลง ผู้รอดชีวิตทั้งสองจึงได้แสดงความขอบคุณตามวิถีความเป็นอยู่นั้น จึงเป็นเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมเกาะเต่า จึงเป็นที่ตั้งของวัดในลัทธิเต๋า ชื่อ Tua Pek Kong พร้อมๆ กับเป็นที่ตั้งของศาลเจ้ามุสลิมบนเนินเขาที่มีชื่อว่า Keramat ในเดือนเก้า ตามจันทรคติของทั้งชาวจีนและชาวมาเลย์ จะพากันหลั่งไหลมาที่เกาะแห่งนี้ เพื่อสวดมนต์อ้อนวอนขอให้เจริญก้าวหน้า มีฐานะร่ำรวย ขณะที่ชาวมาเลย์จะต้องขึ้นถึงบันได 122 ขั้น ไปยัง Keramat เพื่อสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระอัลเลาะห์
เกาะ Pulau Ubin ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะสิงคโปร์ มีลักษณะคล้ายกับบูมเมอแรง บนเกาะมีเนินเขาวางทอดยาว ที่กลายเป็นเสน่ห์ที่พบได้ในเกาะแห่งนี้ ขณะที่บนชายฝั่ง มีสวนสาธารณะ ที่พักอาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติที่แวดล้อมไปด้วยหมู่พฤษชาติ แนะนำให้คุณเดินรอบๆ เกาะแห่งนี้ หรือไม่ก็สามารถเช่ารถจักรยาน ภายในหมู่บ้านและขี่ชมบรรยากาศรอบๆ ได้ สภาพแวดล้อมของเกาะแห่งนี้ ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างน่าทึ่ง ผสมผสานกับความสะดวกสบาย ท่ามกลางสวนมะพร้าวและสวนยาง รวมไปถึงฟาร์มเลี้ยงกุ้งและปลาแบบชาวเกาะ
เกาะ Palau Seking ทอดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกระหว่างเกาะใหญ่ทั้งหลาย เป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ดี เกาะแห่งนี้ ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่าง เหนียวแน่น หมู่บ้านชาวมาเลย์ หรือทีเรียกว่า Kampong ที่ถูกสร้างขึ้นบนเขาสูงเหนือพื้นน้ำ ยังคงอยู่กันอย่างตามแบบวิถีชีวิตดั้งเดิม คุณสามารถเดินรอบเกาะแห่งนี้ได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
สวนสาธารณะ Haw Par Villa Dragon World ตั้งอยู่บนถนน Pasir Panjang ในปี ค.ศ. 1990 สวนแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงจนได้รับการกล่าวขานว่า เป็นสวนสาธารณะที่จัด แสดงเรื่องราวและตำนานของเทพเจ้าจีน ที่มีความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเป็นแห่งแรกของโลก บริเวณสวนแห่งนี้ มีสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่จะเป็นการแสดง กลางแจ้งในโรงมหรสพ ซึ่งจะเล่นตามตำนานโบราณจีน หรือไม่ก็แสดงเรื่อง"กำเนิดโลก" ที่สวนแห่งนี้ ยังมีรูปปั้น Laughing Buddha ที่ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศสิงคโปร์
เขตจูร่ง เป็นแหล่งพื้นที่อุตสาหกรรม และยังเป็นแหล่งงานของชาวสิงคโปร์ บริเวณเขตจูร่งนี้ มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ สวนนกจูล่ง ที่มีนกกว่า 500 ชนิด รวมแล้วกว่า 6,000 ตัวที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยสวนนกจูล่งแห่งนี้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสวนนกชั้นนำ ในภูมิภาคและยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธ์สัตว์ปีกอีกด้วย เชื่อหรือไม่ว่าสวนนกแห่งนี้มีนักท่องเที่ยว เข้าชมปีละกว่าล้านคน ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์ของประเทศสิงคโปร์เลยทีเดียว นอกจากนี้บริเวณเขตจูร่ง ยังเป็นที่ตั้งของ สวนจีน-ญี่ปุ่นโดยสวนสองแห่งที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสวนจีนที่รู้จักกันในชื่อว่า Yu Hua Yuen นั้น ตกแต่งตามสไตล์พระราชวัง ฤดูร้อนในนครปักกิ่ง ซึ่งเน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติ คุณสามารถพายเรือในทะเลสาบที่อยู่บริเวณสวนแห่งนี้ได้ด้วย นอกจากนี้ภายในสวนจีนยังมีสวนแห่งความงาม Yun Xin Yuan ซึ่งเป็นสวนที่จัดแสดงต้นบอนไซหลากหลายชนิด และยังมีพืชพันธุ์นานาชนิด รวมไปถึงต้นไม้อายุ 200 ปีที่รูปร่างคล้ายสิงโตด้วย
ลิ้ตเติ้ล อินเดีย ตั้งอยู่บริเวณถนน Serangoon หากคุณเดินเข้าไปย่านดังกล่าว คุณอาจจะคิดว่าคุณอยู่ในประเทศอินเดียก็เป็นไปได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะทุกย่างก้าวของคุณในเขตนี้ คุณจะได้ยินเสียงเพลงแขกสาวทั้งโสดและไม่โสด ต่างพากันเดินอวดโฉมในชุดสาหรี่สีสด ขณะที่โสตประสาทก็รับกลิ่นธูปหอม เครื่องเทศ ต่างที่วางขายอยู่บริเวณสองข้างทาง นอกจากนี้ บริเวณลิตเติ้ล อินเดีย นี้ ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ น่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่มีแค่วัดฮินดูเท่านั้น แต่ยังมีศาลเจ้าและมัสยิด ที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ด้วย เหนือขึ้นไปบริเวณถนน Serangoon สามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของวัด Sri Sreenivasa Perumal ได้แต่ไกล โดยวัดแห่งนี้ จะมีการแสดงการอวตารลงมาเกิดของพระวิษณุในชาติต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ขณะเดียวกัน วัดดังกล่าวจะเป็นสถานที่ในการตั้งต้นจัดขบวนแห่เทศกาลไทยปุสัม (Thai-Pusam) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเดือนที่จัดงานจะขึ้นอยู่กับจันทรคติ โดยเทศกาลการแห่นี้ จะมีผู้ศรัทธานำเหล็กขนาดใหญ่ยาวทิ่มแทงลิ้นและแก้ม ทั้งสองข้าง พร้อมทั้งแบก Kavadis ซึ่งมีลักษณะคล้ายกรงนก ประดับตกแต่งด้วยลวดและขนนกยูง ซึ่งพิธีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณ หรือ ไม่ก็เพื่อวิงวอนขอบางสิ่งบางอย่างจากเทพมุรุกัน หรือเทพเจ้าผู้คุ้มครองผู้อ่อนเยาว์ อีกฟากของถนนเป็นที่ตั้งวัด Sakya Muni Buddha Gaya เป็นวัดที่สร้างโดยพระสงฆ์ไทยนาม Vuthisasara วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่มีความสูงถึง 15 เมตร (49 ฟุต) โดยสิ่งที่ทำให้วัดนี้แตกต่างจากวัดอื่นๆ ก็คือ ประชาชน สามารถสัมผัสองค์พระพุทธรูปได้อย่างใกล้ชิด นอกจาก วัดแห่งศาสนาพุทธและฮินดูแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งที่ ตั้งของวัดซิกข์โดยวัดซิกข์ที่มีชื่อเสียงมีชื่อว่า วัด Khalsa Dharmak Sabha อยู่บนถนน Niven นักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมวัดแห่งนี้ต้องถอดรองเท้าและต้องมีสิ่งปกปิดศรีษะสวมไว้ด้วย
ตลาด Kandang Kerbau หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่าตลาด Zhu Jiao Centre ที่นี่คุณจะตื่นตาตื่นใจกับสินค้ามากมายหลายชนิด รวมไปถึงอาหารหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งมาเลย์ อินเดีย จีน ด้าน ถนน Serangoon เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีสินค้านานาชนิดวางล่อเงินในกระเป๋าของคุณอยู่ สำหรับคนที่ชอบเดิน ลองหาโอกาสเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอย เพื่อชมหน้ามุขเก่าแก่ และบานหน้าต่างที่เก๋ไก๋ ที่คนพื้นเมืองตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมา อ้อ!!! อย่าลืมก้มศรีษะเพื่อหลบกระจกที่แขวนไว้เหนือบานประตูด้วย เพราะเชื่อกันว่า กระจกนี้มีไว้เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้เข้าบ้านได้สะดวก
รูปปั้น เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล
เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล คือ ผู้ที่ค้นพบสิงคโปร์เป็นคนแรก โดยชาวสิงคโปร์ได้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก โดยอนุสาวรีย์จะตั้งอยู่หน้าโรงละคร Victoria ขณะที่รูปปั้น ซึ่งทำมาจากทองสัมฤทธิ์ จะยืนหันหน้าไปทาง ด้านเหนือของ Boat Quay ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดที่เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล ได้ขึ้นมาบนฝั่งเป็นครั้งแรก
เทศกาลสำคัญ
เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีประชากรมาจากหลากหลายเชื้อชาติทั้ง จีน มาเลย์ ฮินดู ดังนั้น เทศกาลต่างๆ ในสิงคโปร์จึงมีมากมายหลายเทศกาล นับตั้งแต่เทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ โดยจะมีการแสดงเต้นรำของมังกร การเดินขบวนพาเหรดต่างๆ และมีการจุดพลุในยามค่ำคืน บริเวณย่านไชน่า ทาวน์ ขณะที่ในช่วงเดือนรามาดอน เทศกาลสำคัญของชาวมุสลิม จะมีการตั้งร้านขายอาหารบริเวณ ถนนอาหรับ ใกล้กับมัสยิดสุลต่าน (Sultan Mosque) ในยามค่ำคืน และในช่วงสามวันสุดท้ายของเทศกาลรามาดอน จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เรียกว่า Hari Raya Puasa ขณะที่ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม จะเป็นช่วงงานเทศกาลวิสาขบูชา ซึ่งจะมีการจัดงานเพื่อเป็นการแสดงความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า และในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน จะมีการจัดเทศกาล Dragon Boat Festival ซึ่งเป็นที่ระลึกต่อนักบุญชาวจีนที่โดดน้ำตาย ต่อต้านการคอรัปชั่นของรัฐบาล โดยในเทศกาลดังกล่าวจะมีการจัดแข่งขันเรือข้ามอ่าวมารีน่า ขณะที่งานเทศกาล Hungry Ghosts จะมีการจัดงานในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งในงานดังกล่าวเชื่อกันว่าจะเป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณของคนตายเพื่อให้มาเฉลิมฉลองบนพื้นโลก โดยจะมีการจัดแสดงงิ้ว และอาหารมากมายให้ดวงวิญญาณเหล่านั้น
สถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย : ตั้งอยู่ที่ 129 ถ.สาธรใต้
เบอร์ติดต่อ : 0-2286-2111 ต่อ 1434
เวลาการขอวีซ่า : 8.00-12.00 Hrs.
เอกสารประกอบการขอวีซ่า : หนังสือเดินทางไทยที่มีอายุใช้งานอย่างน้อย 6 เดือน ยกเว้นไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้ 14 วัน ถ้าอยู่เกินเวลาที่กำหนด ให้ติดต่อที่ Immigration ที่ Singapore
ขอขอบคุณในเรื่องข้อมูลการท่องเที่ยว
 

แพ็คเกจท่องเที่ยว

เที่ยวทั่วโลก ทัวร์เมืองจีน ไทยเที่ยวไทย

เกาหลีใต้
ใต้หวัน
เวียดนาม
ลาว
อียิป
พม่า
อินโดนีเซีย
ออสเตเรีย
ญี่ปุ่น
สิงคโปร์

คุณหมิง
เซี้ยงไฮ้
เฉินตู
ฮ่องกง
มาเก๊า
จางเจียเจี้ย
กุ้ยหลิน
ฮาร์บิ้น
ปักกิ่ง
คานาสือ

ทัวร์ภาคเหนือ
ทัวร์ภาคใต้
ทัวร์ภาคอีสาน
ล่องแก่งเดินป่า

ติดต่อเรา

บริษัท เอ็กซ์ตร้า ฮอลิเดย์ จำกัด
โทรศัพท์ : 02 917 3490 แฟกซ์:  02 917 3478
มือถือ : 08 5338 5097 , 08 6789 9356
อีเมลล์ : info@extraholidaysthailand.com

ติดต่อสอบถามรายการท่องเที่ยวและสอบถามข้อมูล
ท่องเที่ยวและบริการอื่นๆของทางบริษัทได้น่ะค่ะ 
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/05732
ติดต่อเราเพิ่มเติมได้ที่..

Facebook    Youtube

Twitter