|
 นครเวนิซ เมืองท่องเที่ยวสุดสวยและโรแมนติกแห่งหนึ่งในโลกกำลังจะจมน้ำอย่างช้าๆ ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลีจมลงใต้น้ำราว 11 นิ้ว และภัยคุกคามที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อไม่นานมานี้ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า อะควา อัลทา (acqua alta) หรือระดับน้ำในทะเลหนุนสูงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมที่นั่นปีละกว่า 100 ครั้ง มีการคาดการณ์จากสหประชาชาติและยูเนสโกว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น 50 เซนติเมตรภายในปี 2643
 นับตั้งแต่ประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2509 ซึ่งส่งผลให้ชาวเวนิซราว 5,000 คนต้องทิ้งบ้านและอพยพไปอยู่ที่อื่น งานศิลปะเก่าที่ทรงคุณค่าถูกน้ำท่วมเสียหายคิดเป็นมูลค่าถึง 180,000 ล้านบาท รัฐบาลอิตาลีจึงคิดโครงการรับมือกับปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นของทะเลเอเดรียติกซึ่งถือว่าเป็นโครงการด้านสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิตาลี
โครงการนี้มีชื่อเรียกว่า โมส (MOSE) ที่ย่อมาจาก Experimental Electromechanical Module Project ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการได้ในปีหน้า โมสคือประตูกั้นน้ำที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันนครบนผิวน้ำแห่งนี้ไม่ให้จมบาดาล โดยในยามปกติประตูนี้จะนอนราบอยู่บนผิวน้ำ แต่ถ้าเมื่อใดที่ระดับน้ำสูงขึ้น ก็จะมีการสูบลมใส่ประตูและยกมันขึ้นมาใช้กันไม่ให้น้ำทะเลหนุนเข้ามาในเมือง
โครงการช่วยชีวิตเวนิซนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก เพราะมันใช้เวลาถกเถียงกันนานเกือบ 40 ปีกว่าจะได้เริ่มสร้าง งบประมาณที่ใช้ก็มหาศาล แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงไม่แน่ใจว่าโมสจะสามารถช่วยรักษาเวนิซไว้ได้
“เวนิซกำลังตกอยู่ในภาวะเดือดร้อนแสนสาหัส มันกำลังถูกทำร้ายด้วยระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงและจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการควบคุม” จอห์น คีเฮย์ ผู้แต่งหนังสือชื่อ Venice Against the Sea: A City Besieged ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิกฤตน้ำท่วมบนเวนิซกล่าว
จอห์นซึ่งเป็นนักข่าวอาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและท่องเที่ยว เป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในหลายๆ คนที่แสดงความกังวลในโครงการโมส เขาบอกว่ารัฐบาลอิตาลีไม่เคยมีการวิเคราะห์หาวิธีป้องกันอย่างอื่นซึ่งอาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่ามาเปรียบเทียบกับโมสเลย เขาหวังลึกๆ ว่าจะมีคนออกมาโวยวายและเรียกร้องให้รัฐบาลพยายามเสาะแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาแนวทางอื่นเพื่อรักษาเมืองไม่ให้กลายเป็นนครใต้บาดาล
จอห์นยกตัวอย่างระบบเดลต้า (Delta Work System) ของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ใช้ในการป้องกันน้ำท่วมและพายุ ซึ่งเป็นโครงการที่โด่งดังมากจนได้รับฉายาว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ 8 ของโลก โดยระบบนี้สามารถใช้ป้องกันประเทศจากพายุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและช่วยปรับระดับน้ำให้สมดุลเพราะมีกำแพงกั้นน้ำทะเลที่สูงถึง 40 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลด้วย
นักสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์หลายคนแสดงความเป็นห่วงว่าประตูน้ำโมสที่อิตาลีกำลังสร้างอยู่นี้อาจจะทำลายระบบนิเวศน์และเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะตอนที่ประตูต้องถูกยกขึ้นบ่อย ๆ ตามภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยมาก
รัฐบาลอิตาลีใช้เงินในการก่อสร้างประตูน้ำโมสราว 210,000 ล้านบาท ในรอบหลายปีที่ผ่านมานักการเมืองใช้เวลาโต้เถียงกันว่ามันคุ้มหรือไม่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อไปแก้ปัญหานี้ เพราะมันไม่ได้หนักหนาถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่หลายคนรวมถึงจอห์นด้วยกลับเห็นว่ามันจะเป็นอันตรายมากถ้ารัฐบาลรอให้มีคนเสียชีวิตหรือให้โครงสร้างเมืองเสียหายก่อนแล้วจึงค่อยคิดหาวิธีแก้ปัญหา
จอห์นกลัวว่าโมสจะเป็นเพียงเครื่องมือในการแก้ปัญหาเพียงแค่ระยะสั้น ในขณะที่ปัญหาน้ำท่วมเมืองเป็นปัญหาที่แก้อย่างไรก็ไม่มีทางจบ เขาไม่เชื่อว่าประตูกั้นน้ำจะสามารถอยู่ยงคงกระพันและมีอายุใช้งานได้ถึง 50 - 100 ปีเหมือนที่รัฐบาลบอกไว้
“ผมเชื่อว่ารัฐบาลกังวลเรื่องอื่นมากกว่า นักการเมืองอิตาลีก็เหมือนนักการเมืองส่วนมากที่เป็นห่วงแต่การเลือกตั้งครั้งหน้าและคะแนนเสียงของตัวเอง” จอห์นกล่าว
แต่เมื่อรัฐบาลได้ใช้เงินจำนวนมากและใช้เวลาก่อสร้างประตูน้ำนี้มาหลายปีแล้ว จอห์นก็ได้แต่หวังว่าโครงการนี้จะไม่ล้มเหลว เพราะถ้ามันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ องค์การยูเนสโกและสหภาพยุโรปอาจจะต้องเข้ามาช่วยวางแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อที่จะพิทักษ์รักษามรดกโลกแห่งนี้เอาไว้
“ผมรักเมืองเวนิซ ผมเพียงแค่หวังว่าอยากให้เวนิซยังคงอยู่จนชั่วลูกชั่วหลานของผม เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้มีโอกาสเห็นเมืองที่แสนจะสวยงามแห่งนี้” จอห์นกล่าว .........
ที่มา : เว็บไซต์บีบีซี แปลโดย : กรุงเทพธุรกิจ
|