Extraholidays.net

The Professional Travel Agency

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ประเทศจีน

่่่

 

 

แหล่งทิวทัศน์ Jiu Zha Gou


เป็นแหล่งทัศนียภาพที่งดงาม ตั้งอยู่บนพื้นที่ 720 ตารางกิโลเมตร ในเขต A BA ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ ของมณฑลเสฉวน
บริเวณดังกล่าวล้อมรอบด้วยทะเลสาบ น้ำตก ลำธาร ภูเขาหิมะ ป่าไม้และหมู่บ้านชาวธิเบต ซึ่งตั้งอยู่รายรอบเป็นระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร และภายในหุบเขามีทะเลสาบหล่อเลี้ยงอยู่ถึง 108 แห่ง โดยทะเลสาบที่ยาวที่สุด มีความยาวถึง 7,000 เมตร และกว้างนับพันเมตร
ขณะที่ยอดเขา ที่สูงที่สุดในบริเวณนี้ มีชื่อว่า Sword Rock ตามลักษณะของยอดเขางดงามของธรรมชาติ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์
ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศ ที่น่าอัศจรรย์ บริเวณที่มีการกล่าวขวัญกันมากที่สุด คือ บริเวณทะเลหลากสี (Colorful Lake)
เนื่องจากความน่าอัศจรรย์ของพื้นผิวน้ำ ที่ถูกประดับประดา ด้วยต้นไม้โบราณ ที่วางทอดยาวดุจปูพรมให้กับพื้นน้ำ ที่กำลังส่องแสงระยิบระยับ
ล้อเลียนแสงอาทิตย์ บริเวณทิวทัศน์ Jiu Zha Gou เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ และสัตว์ท้องถิ่น
เป็นบริเวณที่มีบรรยากาศแบบสบายๆ และมีลักษณะภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้เป็นแหล่งของต้นสน และต้นไม้ที่มีน้ำมันชนิดหนึ่งของจีน
และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์จำพวกมีกระดูกสันหลัง 170 ชนิด และนกนานาชนิดอีก 141 ประเภท รวมถึงแพนด้ายักษ์ ตัวนู และลิงขนทอง

 

 

พระราชวังโพธาลา ในกรุงลาซา (Lhasa)


พระราชวังโพธาลานี้ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงในเมืองลาซา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของธิเบต พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์
Songtsan Gambo ที่สร้างพระราชวังแห่งนี้เพื่อเป็นสินสอดแก่เจ้าหญิงชาวฮั่นซึ่งมีพระนามว่า Wen Cheng ต่อมาในปี 1645
สมัยองค์ดาไลลามะที่ 5 ได้ทำการบูรณะซ่อมแซม และขยับขยายพระราชวังจนมีขนาดเท่าในปัจจุบัน และหลังจากนั้น เป็นต้นมา
องค์ดาไลลามะก็ได้พำนักอยู่ที่นี่เรื่อยมา จนชาวบ้านเรียกพระราชวัง Potala ว่า ภูเขของพระพุทธเจ้า (Budha's Mountain)
ความมหัศจรรย์ของพระราชวังแห่งนี้ อยู่ที่การสร้างสถานบูชา และห้องโถงสำหรับการเคารพสักการะพระพุทธเจ้า ให้ลดหลั่นตามเนินเขา
พระราชวังแห่งนี้สูงถึง 110 เมตร และมีความกว้าง 360 เมตร มีห้องโถงสำหรับการบวงสรวง 8 แห่ง พร้อมด้วยรูปปั้นพระพุทธเจ้าอีก 10,000 องค์ ภายในถ้ำคุณจะได้เห็นรูปปั้นของกษัตริย์ Songtsan Gambo และเจ้าหญิง Wen Cheng รวมถึงสถูป ขององค์ดาไลลามะทั้งหมด
ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต และงดงามอย่างหาค่ามิได้ โดยเฉพาะสถูปขององค์ดาไลลามะที่ 5 ที่คลุมด้วยแผ่นทองซึ่งประดับตกแต่งด้วยหยก
และหินสวยงาม พระราชวังโพธาลานี้ถือได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบธิเบตชั้นยอด ที่ผสมผสานด้วยศิลปะแบบฮั่น มองโกเลีย และแมนจู

 

 

 

เมืองฝูโจว


ฝูโจว (Fuzhou) เป็นเมืองหลวงของมณฑลฟูเจี้ยน ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำมินเจียง เป็นศูนย์กลาง ทางการเมืองของมณฑลฟูเจี้ยนและกลาย
เป็นเมืองเท่าที่สำคัญตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ใน ค.ศ. 1842 เมืองท่าแห่งนี้เปิด ให้เรือต่างชาติเข้าเทียบ และเป็นศูนย์กลาง
การต่อเรือในช่วงราชวงศ์ซ่ง ปัจจุบัน มีประชากรกว่า 1 ล้านคน เมืองฝูโจว มีน้ำพุร้อนหลายแห่ง และมีสถานที่ ที่น่าเยี่ยมชมคือ
วัดป่าหัวหลินซื่อ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง ตัวอาคารทั้งหมดของวัดนี้ เป็นผลงานที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจากสมัยราชวงศ์ชิง
เว้นแต่หอกลางซึ่งคงรูปเดิม ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ได้แก่ ชา อ้อย ฝ้าย ป่าน และยาสูบ และมีสินค้าขึ้นชื่อ คือ ชามะลิ อาหารทะเล

 

 

วัดน่ำโผ่วท้อ


วัดน่ำโผ่วท้อ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ ของเขาโผ่วท้อ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แห่งวัดพระพุทธศาสนา ที่ลือชื่อของประเทศจีน
ท่านจะได้นมัสการพระพุทธรูปหยก ขาว ที่อัญเชิญมาจากประเทศพม่า สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งนับว่ามีประวัติยาวนานถึง 1,000 กว่าปี
จนมาถึงสมัยราชวงศ์เช็ง จึงได้มีการซ่อมแซมและบูรณะอารามแห่งนี้ จนเป็นที่สมบูรณ์

 

 

เกาะกูลั่งอวี่ (Gulangyu Island)


ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเมืองเซี๊ยะเหมิน เป็นเกาะที่ได้รับการสมญานามว่าเป็นเกาะแห่งดนตรี เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้น
นิยมชมชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเปียโน จะเป็นเครื่องเล่นดนตรีที่คนบนเกาะนี้โปรดปานเป็นที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จาก 3 ใน 4
ของบ้านบนเกาะนี้ จะมีเปียโนไว้เล่น นอกจากนี้ บนเกาะยังมีพิพิธภัณฑ์เปียโน จัดแสดงเครื่องเปียโนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
เกาะกูลั่งอวี่นนี้มีพื้นที่เพียง 1.78 ตารางกิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางโดยทางเรือภายในเวลา 5 นาที บนเกาะจะไม่อนุญาตให้มียานพาหนะใดๆ
ทั้งสิ้น ดังนั้น การเดินทางบนเกาะ จึงต้องใช้การเดินทางเท้าเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเป็นการดีสำหรับท่านๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
เพราะจะได้เดินเล่มชม วิวทิวทัศน์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ เกาะดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของแถบนี้
สำหรับจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงบนเกาะก็ได้แก่ Sunlight Rock ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะ ตั้งอยู่บนเขาหัวมังกร (Tiger Head Hill)
ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของหาด เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก แสงอาทิตย์จะตกกระทบที่ก้อนหินดังกล่าว
จึงเป็นที่มาของชื่อ Sunlight Rock และเมื่อยืนอยู่ ณ จุดนี้ จะมองเห็นทัศนียภาพที่สวยที่สุดของเกาะกูลั่งอวี่วัดหนานผูเต่า (Nanputuo)
ตั้งอยู่ทางชานเมืองทิศใต้ของเซี๊ยะเหมิน เป็นวัดพุทธที่สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร
เป็นวัดที่อุทิศให้กวนหยิ เทพเจ้าแห่งความเมตตา ซึ่งภายในโถงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ มีรูปเจ้าแม่กวนอิมถึง 3 องค์ ประดิษฐานอยู่
และเป็นที่เก็บเอกสารเกี่ยวกับพุทธศาสนา และพระพุทธรูปที่ได้มาจากประเทศพม่า

 

 

 
เที่ยวเมืองเก่า ลี่เจียง

เที่ยวเมืองเก่าลี่เจียง


เมืองเก่าลี่เจียงตั้งอยู่มณฑลยูนนาน เป็นเมืองที่มี ภูมิทัศน์ธรรมชาติที่เรียบง่าย งดงามแปลกตา มีวัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นของชนชาติน่าซีที่มีเอกลักษณ์

เมืองเก่าลี่เจียงได้สร้างขึ้นราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง กลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นปลายราชวงศ์ซ่ง ต้นราชวงศ์หยวน
ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเหนือระัดับน้ำทะเล 2,400 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร โดยอยู่บริเวณเชิงเขาหิมะ "มังกรหยก" หรือ "อี้ว์หลงซัน" ซึ่งมียอดเขาที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดทั้งปี ในบริเวณดังกล่าวนี้ มีชนชาติต่างๆ กว่า 10 ชนชาติอาศัยอยู่ อาทิ น่าซี ลี่ซู่ ผู่หมี่ ฮั่น ไป๋ อี๋ และทิเบต เป็นต้น ชนชาติน่าซีมีประชากรคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมดในท้องถิ่นแห่งนี้

ลักษณะพิเศษของเมืองเก่าลี่เจียงคือ "เมืองสร้างขึ้นเลียบลำน้ำ และธารน้ำอยู่เลียบเมือง" ส่วนสระน้ำ "มังกรดำ" หรือ "เฮยหลงถัน" ที่อยู่ทางภาคเหนือเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงเมืองเก่าแห่งนี้ น้ำที่ไหลออกจากสระน้ำมังกรดำเลี้ยวลดและวกไปวนมาจากทิศเหนือ
ลงสู่ทิศใต้และแบ่งเป็นสายธารเล็กๆ จำนวนมากในบริเวณ เมืองเก่าแห่งนี้ บ้างก็ไหลล้อมตามบ้านเรือน บ้างเลี้ยวลดไป ตามถนนหนทาง ก่อให้เกิดเป็นภาพถนนสายสำคัญที่อยู่ริมฝั่งน้ำ ตรอกเล็กซอยน้อยริมธาร และตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

งานก่อสร้างอีกอย่างหนึ่งที่เป็นจุดสนใจของเมืองเก่าลี่เจียง คือ สะพานที่มีจำนวนมากถึง 354 สะพาน ซึ่งพาดผ่านลำคลองสายต่างๆ จนกล่าวได้ว่า พื้นที่ทุกตารางกิโลเมตรจะมีสะพานถึง 93 สะพาน โดยมีโครงสร้างที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบโค้ง แบบระเบียงยาว เป็นต้น ทั้งที่สร้างด้วยไม้และหิน สะพานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสะพานที่ สร้างขึ้นในช่วงสมัยราชวงศ์หมิงและชิง

ชนชาติน่าซีได้่สร้างวัฒนธรรมทางชนชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวตั้งแต่ยุคโบราณกาล เนื่องจากมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ
ในศาสนาตงปา ซึ่งมีรากฐานมาจากความเชื่อเรื่องการนับถือภูตผี ของชนชาติน่าซี และได้ซึมซับเอาวัฒนธรรมทางศาสนาของชนชาติ
ทิเบตเข้าไว้ด้วยจนเกิดการผสมผสานกัน จนกลายเป็น "วัฒนธรรม ตงปา"

 

 
เมืองเก่าผิงเหยามณฑลซานซี

 

 

 

 

 

 

 

 

เมืองเก่าผิงเหยามณฑลซานซ


เมืองเก่าผิงเหยาตั้งอยู่ทางภาคกลางของมณฑลซานซี ห่างจากเมืองไท่หยวน เมืองเอกของมณฑลซานซีไปราว 90 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวได้ว่า ผิงเหยานับเป็นอำเภอที่ ยังคงรักษาโครงสร้างบ้านเมืองแบบเดิมไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่ง หนึ่งของจีน ได้รับการบรรจุเข้าสู่รายชื่อมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม
ในปี ค.ศ. 1997เมืองผิงเหยาเริ่มก่อสร้างครั้งแรกในสมัยราชวงค์โจวตะวันตก เมื่อ 2,700 กว่าปีก่อน มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในสมัยราชวงค์
หมิงและชิง การวางผังเมืองได้รับการออกแบบอย่างเป็นระเบียบ สิ่งปลูกสร้างภายในเมือง เช่น วัดวาอาราม หอสูง ถนนหนทาง บ้านเรือนทั่วไป ฯลฯ ต่างสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการความรู้และวัฒน ธรรมที่มีมาแต่โบราณ กำแพงเมืองเก่าผิงเหยามีความยาวรอบเมือง 6,900 เมตร สูง 6-10 เมตร
ส่วนยอดกำแพงกว้าง 3-6 เมตร หากอยากจะมีความรู้เกี่ยวกับเมืองเก่าผิงเหยาให้รอบด้าน ต้องขึ้น ไปอยู่บนกำแพงเมือง ก็จะเห็นได้ชัดว่า
กำแพงเมืองเป็นรูป สี่เหลี่ยม มีประตูเมือง 6 แห่ง สัณฐานของเมืองเก่าผิงเหยา เหมือนกับ"เต่า"ยักษ์ตัวหนึ่ง
คนทั่วไปจึงเรียกขานเมืองผิงเหยาว่า "เมืองเต่า" หอประตูเมืองทิศใต้ดูเหมือนหัวเต่า นอกประตู มีบ่อน้ำสองบ่อเหมือนดวงตาทั้งคู่ของเต่า ทิศเหนือเป็น หางเต่าซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำสุดของเมือง น้ำทั้งหมดในเมืองต้องไหลไป ในบริเวณนี้ ทิศตะวันออก และตะวันตกมี 4 ประตูเหมือนขา ทั้งสี่ของเต่า
การออกแบบเช่นนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่แสดงให้เห็นถึงความ เชื่อเรื่องการบูชา "เต่า" ของคนจีนในสมัยโบราณ เพราะว่า ตามความเชื่อที่มีมาแต่ดั้งเดิม
ของคนจีน "เต่า" เป็นสัญลักษณ์ของ ความมีอายุยืน การออกแบบให้เมืองผิงเหยาเป็นรูปเต่า ก็ด้วยความหวังว่า เมืองผิงเหยาจะแข็งแกร่งทนทานเหมือนหินผาและอยู่ต่อไปอีกหลายชั่วคนด้วยอิทธิฤทธิ์ของเต่าวิเศษ
นอกจากการออกแบบที่มีเอกลักษณ์แล้ว โครงสร้างภายในเมือง ผิงเหยาก็จัดวางอย่างเป็นระเบียบแบบแผน ภายในกำแพงเมือง
มีหอประจำเมืองรูปแปดเหลี่ยมเป็นจุดศูนย์กลาง มีแนวถนนสาย หลัก 4 สาย ถนนรอง 8 สายและมีตรอกเล็กซอยน้อย 72 เส้น
ประกอบกันขึ้นเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า "ปากว้า" แต่ก่อนเมือง นี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของประเทศ ถนนหมิงชิงตัด เป็นแนวตรงจากเหนือไปใต้ แบ่งสิ่งปลูกสร้างโบราณออกเป็น สองฝั่ง วัดประจำเมืองอยู่ทางซ้าย หน่วยราชการอยู่ทางขวา วัดราษฎร์อยู่ซ้าย วัดหลวงอยู่ขวา วัดเต๋าอยู่ซ้าย วัดพุทธอยู่ขวา ถนนสายต่างๆตัดกันไปมาเป็นตาราง คล้ายลวดลายบนหลังเต่า



 



 

 
มณฑลเสฉวน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชมป้อมปราการที่อำเภอตันปา มณฑลเสฉวน


หากเราอยู่กลางอากาศ เมื่อมองลงมาที่ทางภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน จะเห็นแม่น้ำ 5 สายบรรจบกัน เสมือนหนึ่งกลีบดอกไม้ 5 กลีบ
ที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ อำเภอตันปาตั้งอยู่จังหวัดปกครองตนเองชนชาติจ้วงกันจือ มณฑลเสฉวน เสมือนหนึ่งประตูตะวันออกของจังหวัดกันจือ
ภายในดินแดนแห่งนี้ มีภูเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่านคุ้มเชิงกันอยู่ หุบเขาที่ลึกและชัน ประกอบเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม เมื่อกล่าวถึงป้ิอมปราการที่มีประวัตินับพันปีและนิทานที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานานของป้อมปราการเหล่านี้ นายตันเจิน มัคคุเทศก์ท้องถิ่นกล่าวว่า
"เล่ากันว่า นานแสนนานมาแล้ว พื้นที่ตันปาเกิดภัยพิบัติต่อเนื่องกันหลายปี ซ้ำภูตผีปีศาจยังออกมารังควานด้วย ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมาก กษัตริย์ทรงเรียกขุนนางและช่างทั้งหลายมาหารือวิธีการรับมือ มีช่างคนหนึ่งเสนอว่า ให้สร้างป้อมปราการสี่เหลี่ยมมาป้องกันภูตผีปีศาจ ดังนั้น ประชาชนจึงได้รวมกำลังสร้างป้อมปราการที่สูงประมาณ 6 เมตร แต่ประตูสูงแค่เมตรเดียวและหน้าต้างกว้างประมาณ 3 เซ็นติเมตรเท่านั้น พอตกตึก ภูตผีปีศาจจะออกมาทำร้ายมนุษย์ แต่ก็จนปัญญาไม่รู้จะลงมืออย่างไร ตั้งแต่นั้น มากษัตริย์จึงออกคำสั่งให้ประชาชนทั่วประเทศสร้างป้อมปราการ"
จริงๆ แล้ว ป้อมปราการมีความสัมพันธ์อย่างใหล้ิชิดกับสงคราม ขอบประตูของป้อมปราการสูงจากพื้น 1 เมตรกว่า
เวลาขึ้นลงต้องอาศัยบันไดไม้ เมื่อมีศัตรูมารุกราน ก็หลบอยู่ในป้อมฯ และชักบันไดเข้าห้องและปิดประตูไว้ ศัตรูก็ยากที่จะเข้าห้องได้
บนกำแพงของป้อมฯ มีรูสำหรับยิงธนู ในกรณีที่ศัตรูอยู่ทางไกล ถ้าศัตรูรุกเข้ามาใกล้ ก็โจมตีด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่และหินก้อนใหญ่ กล่าวได้ว่า ป้อมปราการป้องกันง่ายและโจมตีได้ยาก
ป้อมปราการของตำบลโซโพและจงลู่เป็นป้อมฯ ที่รักษาไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด มีจำนวนมากที่สุด และมีเอกลักษณ์มากที่สุดในบรรดาป้อมปราการ
ของอำเภอตันปา ตำบลโซโพกับตำบลจงลู่มีเพียงภูเขาลูกหนึ่งกั้นอยู่ บนยอดเขาเซี่ยงเก๋อของตำบลจงลู่ มีป้อมฯ 13 เหลี่ยมที่มีเพียงแห่งเดียว
ในเขตภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน ป้อมฯเดิมสูง 60 กว่าเมตร ปัจจุบัน เหลือเพียง 20 กว่าเมตรเท่านั้น แต่ยังแข็งแรงน่าเกรงขามเหมือนเดิม
เหลี่ยมของป้อมฯ เป็นสัญลักษณ์แห่งการมีอำนาจ ป้อมของใครมีเหลี่ยมจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงมีสิทธิอำนาจมากและฐานะที่สูงของเจ้าของป้อมฯ


 
ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศจีน

ในหน้านี้จะรวมทุกอย่าง เกี่ยวกับประเทศ จีน เชิญชมค่ะ


ระเบียบ การขอวีซ่าเข้าประเทศจีน
สถานทูตจีนประจำประเทศไทย
ข้อมูลทั่วไป

• ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ โดยรอบ 15 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

• พื้นที่
9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร

• ภูมิประเทศ
ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก

รูปแบบการปกครอง สังคมนิยมแบบจีน
ประธานาธิบดี นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao)
นายกรัฐมนตรี นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao)
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายหลี่ จ้าวซิง (Li Zhaoxing)

• วันชาต
1 ตุลาคม (สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีชัยชนะในสงครามกลางเมืองเหนือพรรคก๊กหมินตั๋ง)

• ธงชาติ
รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง (ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ ดาวเล็กๆ ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ)

• เมืองหลวง กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า “เป่ยจิง” – Beijing)

• ประชากร ประมาณ 1,300 ล้านคน

• ชนชาติ
มีชนชาติต่างๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาว ”ฮั่น” ร้อยละ 93.3 ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อย ที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าจ้วง หุย อุยกูร์ หยี ทิเบต แม้ว แมนจู มองโกล ไตหรือไท เกาซัน

• ภาษา ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยน

• ศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

• เขตการปกครอง
การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และฉงชิ่ง และ 2 เขตบริหารพิเศษ(ฮ่องกง และมาเก๊า)

• สถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

• เอกอัครราชทูตไทยประจำจีน นายดอน ปรมัติวินัย (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม 2544)

• เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย นายเอี้ยน ถิ่งอ้าย (เข้ารับหน้าที่เมื่อกุมภาพันธ์ 2544)

 
การเมืองการปกครอง สถานการณ์ทั่วไปในจีน

• การเมือง
(1) การเมืองการปกครอง
ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้

1.1 เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี “เสียวคาง” แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออก กับภาคตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย

1.2 จีนยังไม่เน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างรวดเร็ว จะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมใน พรรคและการบริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538

หลักการสามตัวแทนได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ
(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทนของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น

(2) พรรคคอมมิวนิสต์จีน
สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรค คอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสมาชิกประมาณ 68 ล้านคน (สถิติเดือนกรกฎาคม 2546) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรค กำหนดโดยยึดหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คนปัจจุบัน (วาระ 5 ปี)

การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 8-14พฤศจิกายน 2545 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ซึ่งมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 3 ซึ่งมีนายเจียง เจ๋อหมิน เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ

ที่ประชุมได้แต่งตั้งนายหู จิ่นเทา เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน พร้อมทั้งแต่งตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Members of Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee of CPC) อีก 8 คน ถือได้ว่าบุคคลทั้ง 9 คนนี้ เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน

ระหว่างวันที่ 5-18 มีนาคม 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติสมัยที่ 10 ขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการสรุปผลการบริหารประเทศในช่วง 5 ปี พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ โดยได้แต่งตั้งให้ นายหู จิ่นเทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานาธิบดี (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) และนายเวิน เจียเป่า เป็นนายกรัฐมนตรี (สืบแทนนายจู หรงจี) ในขณะที่ นายเจียง เจ๋อหมิน ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปอีกสมัย

• ผู้นำจีน
สมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน (เพิ่มจากเดิม 3 คน) และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่
(1) นายหู จิ่นเทา
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว
(3) นายเวิน เจียเป่า
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน
(5) นายเจิง ชิ่งหง
(6) นายหวง จวี๋
(7) นายอู๋ กวานเจิ้ง
(8) นายหลี่ ฉางชุน
(9) นายหลัว ก้าน

• เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้วย

ในปี 2544 จีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO และได้ตั้งเป้าหมายว่า เมื่อถึงปี 2548 การค้า ต่างประเทศจะมีมูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า จีนตั้งเป้าหมายว่า เมื่อถึงปี 2548 รายได้เฉลี่ยต่อหัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,130 เหรียญสหรัฐ และ ปี 2553 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 เหรียญสหรัฐ จาก 860 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน (2544)

• สังคม
การเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนส่งผลให้ประชาชนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างกว้างขวาง อาทิ ปัญหาการแพร่ขยาย ของอิทธิพลตะวันตก ปัญหายาเสพติด ปัญหาการเพิ่มประชากร ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคม เนื่องจาก รายได้ของประชาชนในเมืองและชนบทมีความแตกต่างอยู่มาก

รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการควบคุมและรณรงค์ให้ประชาชน ยึดมั่นในอุดมการณ์สังคมนิยมและชาตินิยม ควบคุมสื่อมวลชนและอินเตอร์เน็ต เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ ขณะเดียวกัน ก็พยายามลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ตลอดจนให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น


• เศรษฐกิจการค้า
เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน”

• อัตราแลกเปลี่ยน
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 8.2766 หยวน
1 ยูโร เท่ากับ 8.6718 หยวน
1 หยวน เท่ากับ 4.9 บาท (20 พ.ย. 2546)

• รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี
ประชากรในเมือง 906 เหรียญสหรัฐ (ปี 2545: เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2544) ประชากรในชนบท 298 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2545: เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปี 2544)

• GDP
ประมาณ 1,233 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก

• GDP Growth
8% (ปี 2545) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2546 GDP เพิ่มขึ้น 9.9% เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2545

• ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
286,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สถิติปี 2545 สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น)
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2546 ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเพิ่มสูงถึง 346,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.4

• การค้าระหว่างประเทศ
โครงสร้างเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรม 54% ของ GDP ภาคบริการ 28% ภาคเกษตรกรรม 14% และภาคการก่อสร้างคิดเป็น 4% ของ GDP เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย

การค้าระหว่างประเทศของจีนในปี 2545 มีมูลค่ารวม 620,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ร้อยละ 24 การค้าระหว่างประเทศของจีนตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2546 มีมูลค่า 682.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากระยะเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 36.4 การส่งออกมีมูลค่า 348.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.8 มูลค่าของสินค้านำเข้าของจีนคิดเป็นมูลค่า 333.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40

นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้
(1) ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
(2) ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน
(3) เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
(4) เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
(5) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับหลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
(6) พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
(7) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
(8) จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน (China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545

ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น

 

ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชม

 
เซี่ยงไฮ้

• เซี่ยงไฮ้
ข้อมูลพื้นฐาน


พื้นที่ : 6,340 ตารางกิโลเมตร
พลเมือง : 16.7 ล้านคน
ประเทศ : สาธารณรัฐประชาชนจีน
ภาษา : จีนกลาง
เขตเวลา : GMT/UTC +8
รหัสโทรศัพท์ : 021
ช่วงเวลาที่ควรเดินทาง : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-กลางพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง
(ปลายกันยายน-กลางพฤศจิกายน) ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำกว่าศูนย์องศา อย่างไรก็ดี ในฤดูร้อนเป็นช่วงฤดู ที่มีนักทอ่งเที่ยวเดินทางมามากที่สุด ซึ่งแม้ว่าอากาศจะร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส ก็ตาม อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงเดินทาง ในช่วงเทศกาล Trade Fair และวันเฉลิมฉลองปีใหม่จีน เพราะการจราจรจะหยุดชะงัก และคลาคล่ำไปด้วยผู้คน

เทศกาล : งานใหญ่ที่สุดในตารางการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้คือ
เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ(Spring Festival) ชาวเมืองจะผละจากงาน มาร่วมงานฉลองที่ใหญ่ที่สุดที่จัดขึ้นที่วัดหลงหัว มีการแสดง เชิดสิงโตและมังกร เทศกาลโคมไฟ(Lantern Festival) (กุมภาพันธ์) โดยเฉพาะในสวนยูหยวน จะเต็มไปด้วยสีสัน ของโคมไฟกระดาษหลากสีที่ผู้คนที่ถือมาร่วมงาน งานวัดหลงหัว(Temple Fair) จัดขึ้นวันที่ 3 ของเดือนเมษายน เป็นเทศกาล พื้นบ้านของชาวจีนตะวันออกที่เก่าแก่ และยิ่งใหญ่ที่สุด เทศกาลชานานา ชาติเซี่ยงไฮ้(Shanghai International Tea Culture Festival) และวันเชงเม้ง(Tomb Sweeping Day) ที่จัดขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษจะจัดช่วง เดือนเมษายน เทศกาลเรือมังกร(Dragon Boat Festival) จัดขึ้นวันที่ 5 ของเดือนมิถุนายน เป็นวันที่รำลึกถึงวันเสียชีวิต ของ Qu Yuan กวีรัฐบุรุษที่พลีชีพด้วยการโดดน้ำตาย เพื่อต่อต้าน การคอรั่ปชั่น เทศกาลเบียร์เซี่ยงไฮ้(Shanghai Beer Festival)จะถูกจัด ประมาณประเดือน กรกฎาคม เทศกาลกลางฤดูใบไม้ผลิ(Mid-Autumn Festival) หรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ (The Moon Festival) เป็นช่วงเวลาที่จะ ได้ลิ้มรสขนม ไหว้พระจันทร์แสนอร่อย โดยจะจัดในเดือนกันยายน จากนั้น เทศกาลการ ท่องเที่ยวเมืองเซี่ยงไฮ้(Shanghai Tourism) จัดขึ้นช่วงปลายกันยายนโดยมีรายการ การท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมมากมาย ปิดท้ายในเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคมด้วยเทศกาลศิลปะ นานาชาติ(International Arts Festival)

เมื่อก่อนหากเอ่ยถึง เซี่ยงไฮ้ เราก็อาจจะนึกถึงภาพของโจวหยุนฟะ ใส่สูทยาวสีดำ มีผ้าพันคอสีขาวคาดทับ พร้อมมีลูกสมุนติดตาม อย่างในหนังเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่เคยเป็นหนังยอดฮิตในอดีต แต่มาสมัยนี้เซี่ยงไฮ้ทำให้ เรานึกถึงภาพของเมืองๆ หนึ่งที่มีความทันสมัย ของโลกตะวันตกผสมผสานกับ ความเป็นเอกลักษณ์ของโลกตะวันออก ได้อย่างกลมกลืนและลงตัวเซี่ยงไฮ้หรือซ่างไห้ มีความหมายว่า ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งตามลักษณะภูมิประเทศ ของเมืองจะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำแยงซีเกียง 17 ไมล์


การเดินทางกรุงเทพ - เซี่ยงไฮ้
ในปัจจุบันใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับสมัยโบราณที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน เซี่ยงไฮ้เป็นชุมชนเก่าแก่นับตั้งแต่สมัยสามก๊ก (475-221 ปีก่อนคริสต์กาล) เดิมเคยชื่อว่าซ่างไห้ตามชื่อเจ้าเมือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นหู้ ที่แปลว่า ไซดักปลา เพราะในอดีต เมื่อ 5,000 ปีก่อน ที่แถบนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน และเต็มไปด้วย หมู่บ้านชาวประมง ต่อมาเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้เจริญอย่างขีดสุด หลังสงครามฝิ่นในปี ค.ศ 1848 สมัยราชวงศ์ชิง ชาวต่างชาติ ได้เข้ามาทำการค้าโดยเสรี โดยมีเขตแบ่งเช่าพื้นที่หลายแห่ง สำหรับชาวต่างชาติ ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สมัยใหม่จึงทำให้เซี่ยงไฮ้ได้รับการขนานนามว่า "นครปารีสแห่งตะวันออก"


ปัจจุบัน เซี่ยงไฮ้ กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำธุรกิจมากมาย เซี่ยงไฮ้ แบ่งออกเป็น 2 เขตคือ เขตผู่ต้งใหม่และผู่ต้งเก่า โดยมีแม่น้ำหวงผู่กั้นซึ่งหากเรา มาจากสนามบินแห่งใหม่ ก็จะเข้าสู่เขตผู่ต้งใหม่ ก่อน โดยจะมีสัญลักษณ์เป็นตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัยสูงเสียดฟ้า

 

ถัดไปเป็นบริเวณที่เรียกว่า Giant Buddha of Leshan หรือบริเวณที่ตั้งของพระพุทธเจ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของโลก มีลักษณะเป็นรูปสลักหินในท่านั่ง ของพระพุทธเจ้าที่สูงถึง 71 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางภูเขาสู งและแม่น้ำ 3 สาย รูปสลักพระพุทธเจ้านี้ ได้รับการยกย่องให้เป็นเลิศ ในการสร้างสรรค์ศิลปะการแกะสลักหิน อีกทั้งเชื่อว่าเป็นรูปสลักที่มีความสูงที่สุดในโลก บริเวณแห่งนี้ คุณจะได้สัมผัสกับมรดกโลก ที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติ และวัฒนธรรมเข้ากันอย่างลงตัว และบนพื้นที่ 2.5 ตารางกิโลเมตร คุณจะได้พบกับรูปปั้นยักษ์ สมัยราชวงศ์ถังตั้งอยู่ศูนย์กลาง ล้อมรอบด้วยสภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นพระพุทธเจ้า สมัยราชวงศ์ถังและซ่ง เจดีย์ วัด และสถาปัตยกรรมชั้นเลิศในสมัยราชวงศ์หมิง และ ราชวงศ์ Qing บริเวณดังกล่าวเหมาะแก่นักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบจีน

พระราชวังโพธาลา ในกรุงลาซา (Lhasa)
พระราชวังโพธาลานี้ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงในเมืองลาซา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของธิเบต พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ Songtsan Gambo ที่สร้างพระราชวังแห่งนี้เพื่อเป็นสินสอดแก่เจ้าหญิงชาวฮั่นซึ่งมีพระนามว่า Wen Cheng ต่อมาในปี 1645 สมัยองค์ดาไลลามะที่ 5 ได้ทำการบูรณะซ่อมแซม และขยับขยายพระราชวังจนมีขนาดเท่าในปัจจุบัน และหลังจากนั้น เป็นต้นมา องค์ดาไลลามะก็ได้พำนักอยู่ที่นี่เรื่อยมา จนชาวบ้านเรียกพระราชวัง Potala ว่า ภูเขของพระพุทธเจ้า (Budha's Mountain) ความมหัศจรรย์ของพระราชวังแห่งนี้ อยู่ที่การสร้างสถานบูชา และห้องโถงสำหรับการเคารพสักการะพระพุทธเจ้า ให้ลดหลั่นตามเนินเขา พระราชวังแห่งนี้สูงถึง 110 เมตร และมีความกว้าง 360 เมตร มีห้องโถงสำหรับการบวงสรวง 8 แห่ง พร้อมด้วยรูปปั้นพระพุทธเจ้าอีก 10,000 องค์ ภายในถ้ำคุณจะได้เห็นรูปปั้นของกษัตริย์ Songtsan Gambo และเจ้าหญิง Wen Cheng รวมถึงสถูป ขององค์ดาไลลามะทั้งหมด ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต และงดงามอย่างหาค่ามิได้ โดยเฉพาะสถูปขององค์ดาไลลามะที่ 5 ที่คลุมด้วยแผ่นทองซึ่งประดับตกแต่งด้วยหยกและหินสวยงาม พระราชวังโพธาลานี้ถือได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบธิเบตชั้นยอด ที่ผสมผสานด้วยศิลปะแบบฮั่น มองโกเลีย และแมนจู

ออฟฟิศการบินไทยที่เมืองเฉิงตู
สำนักงานการบินไทยที่เมืองเฉิงตูตั้งอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเสฉวน ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง ระหว่างถนน Zong Fu ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งกับแหล่งธุรกิจของเมือง รวมถึงตลาดไนท์บาร์ซ่า นอกจากนี้ สำนักงานการบินไทย ยังอยู่ใกล้กับแหล่งโบราณสถาน ที่น่าสนใจของเมือง คือ กระท่อมของ Dufu นักกวีชื่อดังของเฉิงตู และวัด Marquis Wu ถัดไปเพียง 18 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของสนามบินระหว่างประเทศ Shung Liu และจากสำนักงานการบินไทยไป 15 กิโลเมตร จะเป็นศูนย์วิจัยแพนด้า ซึ่งเป็นที่ที่นักวิทยาศาตร์พยายามหาวิธีเพาะพันธ์สายพันธ์แพนด้ายักษ์ให้อยู่รอดต่อไป

 
เซี๊ยะเหมิน
• เซี๊ยะเหมิน

ข้อมูลพื้นฐาน

ภูมิประเทศ เมืองเซี๊ยะเหมิน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลฟูเจี้ยน มีเมืองฝูโจว (Fuzhou) เป็นเมืองหลวง โดยภูมิประเทศส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ต่ำและมีพื้นที่ราบบางส่วนใกล้ทะเล มีแม่น้ำ Yongding ไหลผ่าน
พื้นที่ 1,565 ตารางกิโลเมตร
ประชากร 1,240,000 คน
ภูมิอากาศ อากาศแบบกึ่งเขตร้อน และมรสุม มีผนตกชุกในช่วงเดือ พ.ค. - ก.ค. โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20.8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 38.4 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 2 องศาเซลเซียส
อาหาร อาหารที่ขึ้นชื่อได้แก่ Spice Grapes ชา และอาหารทะเล
สนามบินระหว่างประเทศ Xiamen Gaoji International Airport

เซี๊ยะเหมิน หรือชื่อในสำเนียงฟูเจี้ยน (Fujian) ว่า "อามอย" (Amoy) มีความหมายในภาษาจีนว่า ประตูคฤหาสน์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ที่สุดของมณฑลฟูเจี้ยน และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามและสะอาดที่สุดของประเทศจีน ทั้งนี้ เกาะเซียะเหมิน ยังได้รับสมญานามว่า"สวนดอกไม้บนทะเล" และ "เกาะแห่งดนตรี"

เมืองเซี๊ยะเหมินได้ยกระดับขึ้นมาเป็นเมืองใหญ่ใน ค.ศ. 1387 โดยมีสถานะเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เป็น สนามแห่งการสู้รบ หลายต่อหลายครั้งในอดีต ในปี 1981 เมืองเซี๊ยะเหมินได้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือที่เรียกว่า Special Economic Zone ทำให้เซี๊ยะเหมินกลายเป็นหน้าต่างของประเทศจีน ที่เปิดสู่โลกภายนอกมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เซี๊ยะเหมิน เป็นเมืองที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากได้รับนโยบายสนุบสนุนจากการลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งมีนักลงทุนจากไต้หวัน และชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมากกว่า 140 ประเทศ โดยเข้ามาลงทุนในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ที่ดินและก่อสร้าง บริการแหล่งเงินทุน การท่องเที่ยว การส่งออก โดยมีอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย เครื่องจักร สิ่งทอ อาหาร เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เซี๊ยะเหมินได้ให้ความสำคัญด้านการค้า การศึกษา และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

 
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
• สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เมืองฝูโจว
ฝูโจว (Fuzhou) เป็นเมืองหลวงของมณฑลฟูเจี้ยน ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำหมินเจียง (Minjiang) เป็นศูนย์กลาง ทางการเมืองของมณฑลฟูเจี้ยนมาตั้งแต่ราชวงศ์ Qin และกลายเป็นเมืงท่าที่สำคัญตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ใน ค.ศ. 1842 เมืองท่าแห่งนี้เปิด ให้เรือต่างชาติเข้าเทียบ และเป็นศูนย์กลาง การต่อเรือในช่วงราชวงศ์ซ่ง ปัจจุบัน มีประชากรกว่า 1 ล้านคน เมืองฝูโจว มีน้ำพุร้อนหลายแห่ง และมีสถานที่ ที่น่าเยี่ยมชมคือ วัดป่าหัวหลินซื่อ (Hualinsi หรือ Spledid Forest Temple) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง ตัวอาคารทั้งหมดของวัดนี้ เป็นผลงานที่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจากสมัยราชวงศ์ชิง เว้นแต่หอกลางซึ่งคงรูปเดิม ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ได้แก่ ชา อ้อย ฝ้าย ป่าน และยาสูบ และมีสินค้าขึ้นชื่อ คือ ชามะลิ ส้มฝูงดจว และอาหารทะเล

วัดน่ำโผ่วท้อ
วัดน่ำโผ่วท้อ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ ของเขาโผ่วท้อ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แห่งวัดพระพุทธศาสนา ที่ลือชื่อของประเทศจีน ท่านจะได้นมัสการพระพุทธรูปหยก ขาว ที่อัญเชิญมาจากประเทศพม่า สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งนับว่ามีประวัติยาวนานถึง 1,000 กว่าปี จนมาถึงสมัยราชวงศ์เช็ง จึงได้มีการซ่อมแซมและบูรณะอารามแห่งนี้ จนเป็นที่สมบูรณ์

 

เกาะกูลั่งอวี่ (Gulangyu Island)
ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเมืองเซี๊ยะเหมิน เป็นเกาะที่ได้รับการสมญานามว่าเป็นเกาะแห่งดนตรี เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้น นิยมชมชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเปียโน จะเป็นเครื่องเล่นดนตรีที่คนบนเกาะนี้โปรดปานเป็นที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จาก 3 ใน 4 ของบ้านบนเกาะนี้ จะมีเปียโนไว้เล่น นอกจากนี้ บนเกาะยังมีพิพธภัณฑ์เปียโน จัดแสดงเครื่องเปียโนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
เกาะกูลั่งอวี่นนี้มีพื้นที่เพียง 1.78 ตารางกิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางโดยทางเรือภายในเวลา 5 นาที บนเกาะจะไม่อนุญาตให้มียานพาหนะใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การเดินทางบนเกาะ จึงต้องใช้การเดินทางเท้าเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเป็นการดีสำหรับท่านๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะจะได้เดินเล่มชม วิวทิวทัศน์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ เกาะดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของแถบนี้

สำหรับจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงบนเกาะก็ได้แก่ Sunlight Rock ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะ ตั้งอยู่บนเขาหัวมังกร (Tiger Head Hill) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของหาด เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก แสงอาทิตย์จะตกกระทบที่ก้อนหินดังกล่าว จึงเป็นที่มาของชื่อ Sunlight Rock และเมื่อยืนอยู่ ณ จุดนี้ จะมองเห็นทัศนียภาพที่สวยที่สุดของเกาะกูลั่งอวี่

 

วัดหนานผูเต่า (Nanputuo)
ตั้งอยู่ทางชานเมืองทิศใต้ของเซี๊ยะเหมิน เป็นวัดพุทธที่สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร เป็นวัดที่อุทิศให้กวนหยิ เทพเจ้าแห่งความเมตตา ซึ่งภายในโถงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ มีรูปเจ้าแม่กวนอิมถึง 3 องค์ ประดิษฐานอยู่ และเป็นที่เก็บเอกสารเกี่ยวกับพุทธศาสนา และพระพุทธรูปที่ได้มาจากประเทศพม่า

Shantou
Shantou เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของแหล่งสวนสาธารณะ ที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด ในแถบจีนตอนใต้ โดยมีสวน Queshe เป็นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุด นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ประกอบด้วย เกาะ Mayu เกาะ Laiwu รวมไปถึง วัด Lingshan และ ภูเขาเจดีย์ศาสนาพุทธที่อยูในเขต Chenhai ซึ่งมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวต่างประเทศ

 

Jimei
เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับด้านเหนือของเกาะเซี๊ยะเหมิน เป็นแหล่งบรรจบของถนน Gaoji และ Xiangji ที่ขึ้นในที่ลุ่ม หรือทะเล เมือง Jimei นี้เป็นทางเข้าออกทางเดียวของเมืองเซี๊ยะเหมิน โดย Jimei เป็นหนึ่งในสี่เมืองหลักของเซี๊ยะเหมิน แหล่งท่องเที่ยวในเขต Jimei ที่มีชื่อเสียงอาทิ Turtle Garden Returness Garden
Jimei ยังเป็นถิ่นอาศัยของ Mr. Tan Hkah-Kee ผู้นำชาวจีนที่อุทิศตนให้กับวงการศึกษา โดย Mr.Tan ได้สร้างโรงเรียนแบบต่างๆ ถึง 12 แห่ง ในบริเวณที่พักของเขา รวมถึงมหาวิทยาลัย Xiamen ซึ่งทำให้เขตดังกล่าวกลายเป็นศูนยกลางแห่งวงการวิทยาศาสตร์ สถานที่ออกกำลังกาย ห้องสมุดและโรงพยาบาล ซึ่งเปลี่ยนจากเขตชนบทในอดีตกลายเป็นเขตเมืองในปัจจุบัน


สำนักงานการบินไทยประจำเมืองเซี๊ยะเหมิน ตั้งอยู่ในบริเวณล็อบบี้ของ International Plaza ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล เป็นย่านการค้าและใกล้แหล่งช็อปปิ้งบนถนน Zhong Shan และอยู่ห่างจากท่าอากศยานนานาชาติเซี๊ยะเหมินเพียง 20 ก.ม. และยังตั้ง อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟหลักอีกด้วย

ที่ตั้งสำนักงาน

Unit B,1st Floor, International Plaza
No.8 Lu Jiang Road
Xiamen 361001
โทร : +86 592 2261 688
แฟกซ์ : +86 592 2261 678

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวโดย

 
จดหมายจากซินเกียง : สวรรค์นาม คานาส

สวัสดีครับแม่ เช้าวันนี้ผมมาถึงคานาส (Kanas) แล้วครับ

คานาส หรือที่ชาวจีนเขาเรียกกันว่า คาน่าซือ (喀纳斯) หรือ ฮาน่าซือ (哈纳斯) เป็น ดินแดนท่ามกลางการโอบล้อมของเทือกเขาอัลไต ที่มีขนาดไพศาลกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร โดยอยู่บริเวณตอนเหนือสุดของมณฑลซินเกียง และอยู่ห่างจากปู้เอ่อร์จิน (布尔津) เมืองศิวิไลซ์ที่ใกล้ที่สุดประมาณ 160 กิโลเมตร

ในภาษามองโกล 'คานาส' นั้นมีความหมายว่า ทะเลสาบกลางหุบเขา (ขณะที่ตำราบางเล่มแปลว่า ทะเลสาบอันวิจิตรและน่าพิศวง)

หัวใจของคานาส เป็นทะเลสาบทรงรีอยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 1,370 เมตร ทะเลสาบแห่งนี้มีโค้งใหญ่ๆ รวม 6 แห่ง ยาวรวมทั้งสิ้น 24 กิโลเมตร นอกจากนี้ทะเลสาบคานาสยังถือว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีความลึกที่สุดในโลก โดยจุดที่ลึกที่สุดนั้นอยู่บริเวณโค้งที่ 2 (นับจากทิศใต้) มีความลึกราว 188 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึกราว 60 ชั้นได้

อย่างไรก็ตามความน่าอัศจรรย์ของทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้นั้นไม่ได้อยู่ที่ความยาวและความลึกของมันหรอกครับ แต่คือความสวยงามของมันต่างหาก

คน พื้นเมืองเขาให้ฉายาทะเลสาบคานาสว่าคือ ทะเลสาบเปลี่ยนสี เพราะเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง สีสันของน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ก็จะแปรเปลี่ยนตาม กล่าวคือ ในวันท้องฟ้าสดใสน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะเป็นสีเขียวครามเข้ม ขณะที่ในวันครึ้มฟ้าครึ้มฝนน้ำในทะเลสาบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเทา ส่วนในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงน้ำในทะเลสาบก็จะสะท้อนออกมาเป็น สีเขียวครามขุ่น ....... น่าอัศจรรย์ใช่ไหมครับแม่!

ไม่ เพียงเท่านี้นะครับ ปัจจุบันในบริเวณนี้ที่ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาสไป แล้ว ยังเต็มไปด้วยพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่หลากหลายอย่างยิ่ง โดยสัตว์ชนิดต่างๆ นั้นก็มีตั้งแต่ นกอินทรี หมีสีน้ำตาล แมวป่าลิงคซ์ (Lynx) เสือดาวหิมะ (Snow Leopard) เป็นต้น เพียงเฉพาะพันธุ์นกที่พบในเขตนี้ก็มีมากถึง 117 สายพันธุ์แล้วละครับ

นอกจากสิงสาราสัตว์ต่างๆ แล้ว ที่สำคัญก็คือ เขาร่ำลือกันว่าในทะเลสาบคานาสแห่งนี้นั้นมีสัตว์ประหลาดอาศัยอยู่ด้วยฮะแม่!

สัตว์ประหลาดที่อยู่ในทะเลสาบ ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับเจ้าเนสซี (Nessie) สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนส (Loch Ness) ทางตอนเหนือของสก็อตแลนด์ยังไงก็ไม่รู้ แต่ในหมู่ชาวถูหว่า (图瓦 หรือ Tuva) ชน พื้นเมืองที่แตกเผ่าออกมาจากชนเผ่ามองโกลและอาศัยอยู่ในบริเวณคานาสมา ตั้งแต่อดีตกาลนั้นเขาร่ำลือกันมานมนานแล้วว่า ภายใต้ผิวน้ำอันสงบเงียบและงดงามของโค้งที่ 2 อันเป็นจุดที่ลึกที่สุดของทะเลสาบคานาสแห่งนี้ มีสัตว์ประหลาดสีแดงชาดอาศัยอยู่ ......

ช่วง ทศวรรษที่ 80 ของศตวรรษที่ 20 หรือเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ได้มีคณะสำรวจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำการสำรวจทะเลสาบแห่งนี้เป็น เวลาสองเดือน ในช่วงสองเดือนของการสำรวจทะเลสาบ นักสำรวจกลุ่มนี้พบโครงกระดูกขนาดสมบูรณ์ของม้า วัว แพะ และแกะจำนวนมากจมอยู่ภายใต้ท้องน้ำ การค้นพบครั้งนี้ทำให้นักสำรวจรวมถึงชาวบ้านต่างก็กล่าวขวัญ กันไปต่างๆ นานาว่า ระหว่างที่สัตว์เลี้ยงของชาวบ้านเหล่านี้เล็มหญ้าอยู่บริเวณริมทะเลสาบคงถูก สัตว์ประหลาดตะปบลากลงน้ำ เอาไปกินทั้งตัว

เมื่อ เห็นหลักฐานดังนี้ คณะสำรวจที่ว่าจึงตกลงใจที่จะพิสูจน์ดูว่า สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบคานาสในตำนานนั้นมีจริงหรือไม่ ด้วยการวางแหจับปลาขนาดใหญ่ยาวกว่า 600 เมตร ขึงไว้ในบริเวณที่พบกระดูกสัตว์จำนวนมาก โดยหวังว่าเจ้าสัตว์ประหลาดจะว่ายน้ำมาติดกับ อย่างไรก็ตามแผนการที่คณะสำรวจวางเอาไว้กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นแหขนาดใหญ่ที่วางเอาไว้กลับอันตรธานไปเสีย อย่างนั้น โดยอีกหลายวันต่อมากลับมีคนไปพบแหชุดเดียวกันนั้นลอยไกลออกไปอีกหลาย กิโลเมตรห่างจากจุดที่ขึงแหไว้ตอนแรก ทั้งแหก็ยังพันกันอีรุงตุงนังจนกลายเป็นก้อนกลมขนาดยักษ์

มากกว่า นั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2546 ขณะที่พื้นที่แถบคานาสเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 7.3 ริกเตอร์ ชาวบ้านทั้งหลายก็ยังได้ยินเสียงดังกังวาน คล้ายกับเป็นเสียงร้องของสัตว์ก้องไปทั่วบริเวณอีกด้วย ด้วยคำร่ำลือทั้งหลายแหล่นี้นี่เองที่ทำให้ ชาวบ้านต่างไม่กล้าที่จะนำ ม้า วัว แกะ หรือแพะไปหากินหญ้าบริเวณริมทะเลสาบคานาสอีกจนกระทั่งทุกวันนี้ .......

อย่าง ไรก็ตามในเวลาต่อมา หลังจากที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายกลุ่มเข้าไปสำรวจทะเลสาบแล้ว ก็ปรากฎข้อโต้เถียงมาว่า แท้จริงแล้ว สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบคานาสที่ชาวบ้านร่ำลือกันในตำนานนั้นน่าจะเป็น เจ้าปลาแดงยักษ์ (大红鱼 หรือ Giant Red Fish) ที่รู้จักกันในนาม Giant Taimen มากกว่า โดยเจ้าปลา Giant Taimen นี้มีชื่อเล่นว่าปลาปีศาจ เนื่องจากเป็นปลาน้ำจืดที่ตัวใหญ่มากคือ ปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่แล้วอาจมีความยาวจากหัวจรดหางถึงราว 10-15 เมตร และมีอาจมีน้ำหนักมากถึงราว 4 ตัน! แต่เจ้าปลาแดงยักษ์ใหญ่ หนักเป็นตันๆ ที่กล่าวอ้างกันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครจับได้เสียที เพียงแต่มีคนยืนยันว่าเห็นพวกมันว่ายกันอยู่เป็นกลุ่มในทะเลสาบคานาสเท่า นั้น

ระหว่าง ที่ผมล่องเรือในทะเลสาบคานาส ผมก็พยายามลุ้นอยู่เหมือนกันครับแม่ว่าจะมีโอกาสได้เห็นเจ้าสัตว์ประหลาด หรือ เจ้าปลาแดงยักษ์หรือไม่ แต่สงสัยผมจะดวงไม่ค่อยดี เพราะราวชั่วโมงกว่าๆ บนดาดฟ้าเรือผมได้แต่ตื่นตะลึงไปกับความมหัศจรรย์ของทิวทัศน์แห่งทะเลสาบคา นาส : )

                                                                                                                                      ชาวมุสลิม

 

แม่ครับ ผมมาคานาสคราวนี้นอกจากจะได้นั่งเรือชมทะเลสาบและขึ้นไปบนเก๋งชมมัจฉา (观鱼亭) เพื่อ ชมทิวทัศน์ของคานาส ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่า เป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งแผ่นดินจีน เป็นดินแดนบริสุทธิ์เพียงไม่กี่ผืนที่หลงเหลืออยู่ในประเทศแบบใกล้ชิดและ เต็มตาแล้ว ผมยังมีโอกาสได้ไปเหยียบ ไป๋ฮาบา (白哈巴 หรือ Bai kaba) พรมแดนจีนที่ติดต่อกับคาซัคสถานอีกด้วยนะครับ

แหะ แหะ ..... การได้ไปเหยียบพรมแดนจีน-คาซัคสถาน ครั้งนี้ถือว่าเป็นโชคของผมจริงๆ ครับแม่ เพราะตามระเบียบของจีนแล้ว นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตหวงห้ามทางทหารที่ เป็นพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเด็ดขาด

หลัง รั้วลวดหนาม และแผ่นหลังของทหารหาญชาวจีนหน้าตาขมึงทึง เป็นลำธารเล็กๆ ที่ไหลเลาะอยู่ริมเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าสลับสี และดอกหญ้าที่ชูช่อปลิวไสวลู่ไปตามแรงลม ...... เพียงช่วงเดือนกรกฎาคมต่อสิงหาคมก็ดูเหมือนว่าพรมแดนแห่งนี้จะย่างเข้าสู่ ฤดูใบไม้ร่วงอันแสนโรแมนติกเสียแล้ว

ระหว่าง นั่งรถกลับจากเขตพรมแดนไป๋ฮาบา ทิวทัศน์ข้างนอกหน้าต่างเป็นดวงตะวันอ่อนแรง ที่พยายามหลุบตัวหลบไปอยู่หลังก้อนเมฆ รถบัสวิ่งผ่านทุ่งหญ้าที่กำลังถูกหมอกบางๆ คืบคลานมาปกคลุม ผมเอนตัวขีดเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงแม่เสร็จพอดี ก่อนที่จะเอนหัวนอนหลับฝันถึงสวรรค์บนดินแห่งนี้อีกรอบ

....... เมื่อตื่นขึ้นเราคงได้เจอกันนะครับ

      

      

รัก      

ลูกชายคนเล็ก

 

      

       เกร็ดการเดินทาง :

       - เมืองอุรุมชีอยู่ห่างจากปักกิ่งราว 2,625 กิโลเมตร หรือนั่งเครื่องบินราวสามชั่วโมงครึ่ง จากนั้นการจะเดินทางไปยังคานาสจากเมืองอุรุมชีนั้นส่วนใหญ่แล้วจะต้องนั่งรถ ไปยังเมืองปู้เอ่อร์จินก่อนโดยจะใช้เวลาราว 13 ชั่วโมง (หรือนั่งเครื่องบินใช้เวลา 50 นาทีไปลงที่สนามบินอัลไตก่อนนั่งรถต่อไปยังเมืองปู้เอ่อร์จินก็ได้) ขณะที่เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาสนั้นอยู่ห่างจากปู้เอ่อร์จินไปอีกราว 160 กิโลเมตร

       - ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการไปเที่ยวคานาสนั้นคือ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายนของทุกปี เนื่องจากฤดูร้อนของคานาสนั้นสั้นมาก โดยในรอบหนึ่งปีที่คานาสจะมีหิมะจะปกคลุมยาวนานถึงราว 7-8 เดือน (ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม)

       - การวางแผนไปเที่ยวยังคานาสนั้นสามารถทำได้หลายแบบ อย่างเช่น เที่ยว 4 วัน โดยพักที่ปู้เอ่อร์จินเป็นหลัก หรือ ตรงไปยังคานาสเลย โดยใช้เวลาพักผ่อน เดินป่า ทำกิจกรรมอยู่ที่คานาสและพื้นที่รอบๆ ราว 3-4 วันก็ได้เช่นกัน

       - สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย หรือภาษาจีนไม่แข็งแนะนำให้ซื้อทัวร์โดยตรงจากเมืองอุรุมชีไปเลย โดยอาจเลือกทัวร์ที่ปล่อยลูกทัวร์ให้เที่ยวอิสระ คือ จ่ายแต่เพียงค่ารถบัสไป-กลับ ค่าที่พักเป็นบ้านไม้ (ห้องรวมแบบ Log Cabin ไม่มีห้องอาบน้ำ) และค่าบัตรผ่านประตูเข้าเขตอนุรักษ์คานาสเท่านั้น (อย่างไรก็ตาม การไปเที่ยวที่อื่นเช่น Bai Kaba หรือ Hemu Kanas ก็จะต้องเสียค่าบัตรผ่านและค่ารถเพิ่มเติมเอง) การวางแผนทัวร์เช่นนี้จะประหยัดกว่าและใช้เวลาประมาณสองวันก็เพียงพอ

       - ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมาที่คานาสได้มีการเปิดพิพิธภัณฑ์สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบคานาสขึ้น เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ภาพถ่าย ภาพวีดีโอ เกี่ยวกับเจ้าสิ่งมีชีวิตน่าพิศวงที่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน อย่างเป็นทางการว่าจริงๆ แล้วเป็นสัตว์ประหลาดหรือเป็นเพียงปลาชนิดหนึ่งกันแน่

       - ชาวถูหว่าซึ่งเป็นหนึ่งในชนพื้นเมืองของคานาส (นอกจากนี้ในบริเวณคานาสยังมีชาวคาซัคอาศัยอยู่ด้วย) นั้นถือเป็นชนเผ่าที่กำลังสาบสูญ โดยปัจจุบันเหลือสมาชิกในเผ่าอยู่เพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น ทำให้ขณะนี้ทางการจีนกำลังเร่งทำการศึกษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษาของชนเผ่านี้อย่างเต็มที่

      

ดูภาพเพิ่มเติม Kanas จาก :

       - Picturesque Kanas in Xinjiang

       - Travel Plan to Kanas Lake, Xinjiang

      

อ้างอิงจาก :

       - หนังสือท่องเที่ยวจีนตะวันตกเฉียงเหนือ ฉบับท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (臧羚羊自助游) : สำนักพิมพ์ 中国大百科全书出版社, ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2003 หน้าที่ 75-80

       - หนังสือ 新疆地理:喀纳斯 : สำนักพิมพ์ 新疆电子音像出版社

       - หนังสือ 绝色喀纳斯 เขียนโดย 邱华栋 สำนักพิมพ์ 广东旅游出版社 มีนาคม ค.ศ.2004

 

ที่มา: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล. จดหมายจากซินเกียง : สวรรค์นาม คานาส.  ผู้จัดการออนไลน์. 13 สิงหาคม 2549.

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9490000101043

http://en.chinabroadcast.cn/2866/2006/07/09/168@112074_17.htm

 
ข้อมูลทั่วไปของประทเศจีน
ชื่อเต็ม : สาธารณรัฐประชาชนจีน The People's Republic of China
เมืองหลวง : กรุงปักกิ่ง
ธงชาติ :

ธงแดงดาว 5 ดวง ธงเป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้าสีแดงขนาด 2 x 3 มุมบนด้านซ้ายประดับด้วยดาว 5 ดวง ดวงใหญ่สุดอยู่ตรงมุมซ้ายสุด รายล้อมด้วย
ดาวบริวาร 4 ดวงแฉกหนึ่งของดาวบริวารทุกดวง ชี้ตรงไปยังดาวดวงใหญ่ ส่วนปลอกคันธงเป็นสีขาว  พื้นธงสีแดง หมายถึง การปฏิวัติ ดาวสีเหลือง
เป็นสัญลักษณ์ของชนชาติจีนว่าเป็นชนผิวเหลือง ดาวดวงใหญ่ หมายถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ดาวบริวาร 4 ดวง หมายถึงชนชั้นของ
ประชากรจีนในสมัยนั้น 4 ชนชั้น ได้แก่ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนชาติ ภาพดาวบริวาร 4 ดวงล้อมดาวดวงใหญ่ หมายถึง คาวมสามัคคีของประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน

สัญลักษณ์ประเทศ :   

ตรงกลางเป็นดาว 5 ดวง อยู่เหนือพลับพลาเทียนอัันเหมิน ล้อมด้วยรวงข้าว และฟันเฟืองใต้พับพลา



ประธานประเทศ : ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา
นายกรัฐมนตรี : นายกฯ เหวินเจียเป่า
การแบ่งเขตการปกครอง :                                             

สาธารณรัฐประชาชนจีนมีทั้งสิ้น 34 เขตการปกครอง ประกอบด้วย 23 มณฑล 5 เขตการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย (กว่างซี Guangxi, ซินเจียง Xinjiang, หนิงเซี่ย Ningxia, มองโกเลียใน Nei Menggu, และทิเบต Xizhang)  4 เทศบาลนคร ที่ขึ้นตรงกับส่วนกลาง (ปักกิ่ง Beijing, เทียนจิน Tianjin,เซี่ยงไฮ้ Shanghai, และฉงชิ่ง Chongqing) และ 2 เขตการปกครองพิเศษ ได้แก่ ฮ่องกง Hongkong และมาเก๊า Macau
ที่ตั้ง :

ตั้งอยู่ตอนกลางและตะวันออกของทวีปเอเชีย ทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก เหนือสุดของประเทศเป็นมณฑลเฮยหลงเจียง  ทิศใต้สุดที่หมู่เกาะหนันซาในทะเลจีนใต้ ทิศตะวันตกสุดที่อำเภออูเชี่ยเสี้ยน ในเขตการปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเจียง บนที่ราบสูงพาเมียร์ ทิศตะวันออกสุดชายแดนมณฑลเฮยหลงเจียง
ขอบเขตดินแดน :
พื้นที่ประมาณ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจรดใต้ 5,500 กม. ความยาวจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 5,200 กม.  ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเวลาห่างกัน 4 ชั่วโมง
ประชากร : 1,330,044,605 คน (จากผลสำรวจสำมะโนประชากรปี ค.ศ.2008)
ดอกไม้ประจำชาติ : ดอกโบตั๋น Subshrubby peony
สัตว์ประจำชาติื : หมีแพนด้า Giant Panda
ภาษา : ภาษาจีนกลาง หรือ ภาษาแมนดาริน หรือ ฮั่นหวี่ Hanyu เป็นภาษราชการ
หน่วยเงินตรา :
หยวน หรือ เหรินหมินปี้ RMB  อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน ประมาณ 5 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบัน มี 100, 50, 20, 10, 5, 1  หยวน  เหรียญกษาปณ์ มี 1 หยวน, 5 เหมา, 1 เหมา (10 เหมา เท่ากับ 1 หยวน)
 

แพ็คเกจท่องเที่ยว

เที่ยวทั่วโลก ทัวร์เมืองจีน ไทยเที่ยวไทย

เกาหลีใต้
ใต้หวัน
เวียดนาม
ลาว
อียิป
พม่า
อินโดนีเซีย
ออสเตเรีย
ญี่ปุ่น
สิงคโปร์

คุณหมิง
เซี้ยงไฮ้
เฉินตู
ฮ่องกง
มาเก๊า
จางเจียเจี้ย
กุ้ยหลิน
ฮาร์บิ้น
ปักกิ่ง
คานาสือ

ทัวร์ภาคเหนือ
ทัวร์ภาคใต้
ทัวร์ภาคอีสาน
ล่องแก่งเดินป่า

ติดต่อเรา

บริษัท เอ็กซ์ตร้า ฮอลิเดย์ จำกัด
โทรศัพท์ : 02 917 3490 แฟกซ์:  02 917 3478
มือถือ : 08 5338 5097 , 08 6789 9356
อีเมลล์ : info@extraholidaysthailand.com

ติดต่อสอบถามรายการท่องเที่ยวและสอบถามข้อมูล
ท่องเที่ยวและบริการอื่นๆของทางบริษัทได้น่ะค่ะ 
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/05732
ติดต่อเราเพิ่มเติมได้ที่..

Facebook    Youtube

Twitter